คนส่วนใหญ่จ่ายภาษีมากกว่าที่ควรจ่าย — ไม่ใช่เพราะโกง แต่เพราะไม่รู้ว่าลดหย่อนได้อีกเท่าไร กรมสรรพากรมีสิทธิ์ลดหย่อนให้หลายสิบรายการ แต่ถ้าไม่รู้ ก็จ่ายเต็มๆ ทุกปีโดยไม่จำเป็น
บทความนี้จะพาทำความเข้าใจระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของไทยตั้งแต่ต้น — เงินได้ประเภทไหนต้องเสีย วิธีคำนวณ และค่าลดหย่อนที่ใช้ได้จริง พร้อมตัวอย่างตัวเลขเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) คืออะไร?
ลองนึกภาพว่า รัฐเป็นหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในรายได้ของคุณ — ทุกครั้งที่คุณได้เงินมา รัฐจะขอส่วนแบ่งในอัตราที่กฎหมายกำหนด เงินที่เก็บไปจะนำไปสร้างถนน โรงพยาบาล โรงเรียน และสาธารณูปโภคที่ทุกคนใช้ร่วมกัน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่บุคคลธรรมดาต้องยื่นและชำระให้กรมสรรพากรทุกปี โดยคิดจาก “เงินได้สุทธิ” ซึ่งได้จากการนำรายได้ทั้งปีมาหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ ออกก่อน ไม่ใช่คิดจากรายได้ทั้งหมดตรงๆ
เงินได้ประเภทไหนต้องเสียภาษีบ้าง?
กรมสรรพากรแบ่งเงินได้ออกเป็น 8 ประเภท (มาตรา 40) โดยแต่ละประเภทมีสิทธิ์หักค่าใช้จ่ายในอัตราที่ต่างกัน
| ประเภท | ตัวอย่าง | หักค่าใช้จ่ายได้ |
|---|---|---|
| 40(1) | เงินเดือน โบนัส ค่าจ้าง | 50% สูงสุด 100,000 บาท |
| 40(2) | ค่านายหน้า ค่าคอมมิชชั่น | 50% สูงสุด 100,000 บาท |
| 40(3) | ค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร | 50% สูงสุด 100,000 บาท |
| 40(4) | ดอกเบี้ย เงินปันผลหุ้น | ไม่มี (หรือเลือกหัก ณ ที่จ่าย) |
| 40(5) | ค่าเช่าบ้าน ที่ดิน ยานพาหนะ | 10–30% ตามประเภท |
| 40(6) | วิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ ทนาย สถาปนิก | 60% (แพทย์) |
| 40(7) | รับเหมาก่อสร้าง (รวมค่าแรงและวัสดุ) | 70% |
| 40(8) | ธุรกิจทั่วไป ฟรีแลนซ์ (นอกจาก 1–7) | 60% หรือตามจริง |
คนทำงานประจำส่วนใหญ่อยู่ในประเภท 40(1) — หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท ไม่ว่าเงินเดือนจะสูงแค่ไหน
สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
สูตรหลักมีแค่นี้ครับ:
เงินได้พึงประเมิน − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นนำ เงินได้สุทธิ ไปคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าดังนี้ (ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568):
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดของขั้น |
|---|---|---|
| 1 – 150,000 | ได้รับการยกเว้น | 0 |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 |
| 5,000,001 ขึ้นไป | 35% | — |
“ก้าวหน้า” หมายความว่า อัตราสูงใช้เฉพาะส่วนที่เกิน เท่านั้น เช่น ถ้าเงินได้สุทธิ 310,000 บาท — ส่วนแรก 150,000 เสีย 0%, ส่วนถัดไป 150,000 เสีย 5%, และส่วนที่เหลืออีก 10,000 เสีย 10% เท่านั้น ไม่ใช่เสีย 10% ทั้งก้อน
ลองคำนวณภาษีของคุณเอง
กรอกตัวเลขของคุณด้านล่าง ระบบจะคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้าจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568 ให้อัตโนมัติ
เครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ตัวอย่างการคำนวณจริง — เงินเดือน 40,000 บาท
สมมติ คุณ A มนุษย์เงินเดือน รายได้ปีละ 480,000 บาท ใช้แค่ค่าลดหย่อนขั้นต่ำ:
| รายการ | จำนวน (บาท) |
|---|---|
| เงินได้พึงประเมิน (เงินเดือนรวม) | 480,000 |
| หักค่าใช้จ่าย 50% (สูงสุด 100,000) | −100,000 |
| หักค่าลดหย่อนส่วนตัว | −60,000 |
| หักประกันสังคม (750 × 12 เดือน) | −9,000 |
| เงินได้สุทธิ | 311,000 |
ภาษีที่ต้องจ่าย:
- 150,000 แรก → 0 บาท
- 150,001–300,000 (= 150,000) × 5% → 7,500 บาท
- 300,001–311,000 (= 11,000) × 10% → 1,100 บาท
- รวมภาษี = 8,600 บาท/ปี
แต่ถ้าคุณ A ซื้อ กองทุน SSF เพิ่มอีก 50,000 บาท:
- เงินได้สุทธิลดเหลือ 261,000 บาท
- 150,001–261,000 (= 111,000) × 5% → 5,550 บาท
- รวมภาษี = 5,550 บาท/ปี — ประหยัดได้ 3,050 บาท
ลงทุน SSF 50,000 บาท แต่ได้ภาษีคืน 3,050 บาท — อัตราผลตอบแทนจากการวางแผนภาษีอยู่ที่ 6.1% ทันที ยังไม่รวมผลตอบแทนจากกองทุนที่จะได้รับในอนาคต
ค่าลดหย่อนทั้งหมดที่ใช้ได้ (ปีภาษี 2568)
ข้อมูลจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568:
| รายการลดหย่อน | วงเงินสูงสุด |
|---|---|
| ส่วนตัว | 60,000 บาท |
| คู่สมรส (ไม่มีรายได้) | 60,000 บาท |
| บุตร (คนแรก) | 30,000 บาท/คน |
| บุตร (คนที่ 2 เป็นต้นไป เกิดปี 2561 เป็นต้นไป) | 60,000 บาท/คน |
| บิดามารดา (อายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 30,000/ปี) | 30,000 บาท/คน สูงสุด 4 คน |
| อุปการะผู้พิการหรือทุพพลภาพ | 60,000 บาท/คน |
| ประกันสังคม | ตามที่จ่ายจริง (สูงสุด ~9,000 บาท) |
| เบี้ยประกันชีวิต (สัญญา 10 ปีขึ้นไป) | 100,000 บาท |
| เบี้ยประกันสุขภาพ (ตัวเอง) | 25,000 บาท* |
| เบี้ยประกันสุขภาพ (บิดามารดา) | 15,000 บาท |
| ดอกเบี้ยกู้ซื้อ/สร้างบ้าน | 100,000 บาท |
| กองทุน SSF | 30% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท** |
| กองทุน RMF | 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท** |
| Thai ESG Fund | 30% ของรายได้ สูงสุด 300,000 บาท |
| กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) | 15% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท** |
| เงินบริจาคทั่วไป | 10% ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่ายและลดหย่อน |
| เงินบริจาคพรรคการเมือง | 10,000 บาท |
* เบี้ยประกันสุขภาพรวมกับประกันชีวิตแล้วต้องไม่เกิน 100,000 บาท
** SSF + RMF + PVD + กบข. รวมกันทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 บาท
ข้อผิดพลาดที่คนทำบ่อย
1. ลืมยื่นภาษีเพราะคิดว่าถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายแล้ว
การที่นายจ้างหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนไม่ได้แปลว่าไม่ต้องยื่นแบบ ภ.ง.ด.91 — คุณยังต้องยื่นทุกปีภายใน 31 มีนาคม และถ้าจ่ายภาษีไว้เกิน รัฐจะคืนเงินให้
2. ซื้อประกันชีวิตโดยไม่เช็คสัญญา
ประกันชีวิตที่ลดหย่อนภาษีได้ต้องมีระยะเวลาคุ้มครอง ไม่น้อยกว่า 10 ปี ประกันสะสมทรัพย์บางแบบระยะสั้นลดหย่อนไม่ได้
3. ใช้สิทธิ์ SSF/RMF เกินเพดานรวม
หลายคนซื้อทั้ง SSF และ RMF โดยไม่รู้ว่ามีเพดานรวมที่ 500,000 บาท ส่วนที่เกินลดหย่อนไม่ได้
4. ลืมลดหย่อนค่าเลี้ยงดูบิดามารดา
ถ้าพ่อหรือแม่อายุ 60 ปีขึ้นไป มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 30,000 บาท และไม่ได้ถูกใช้สิทธิ์โดยพี่น้องคนอื่น — คุณลดหย่อนได้คนละ 30,000 บาท รายการนี้คนไทยลืมใช้เยอะมาก
5. ยื่นภาษีสาย — โดนเบี้ยปรับ
กำหนดยื่น ภ.ง.ด.91 คือ 31 มีนาคม ของปีถัดไป (ยื่นออนไลน์ได้ถึง 8 เมษายน) ถ้าสายจะถูกคิดเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน และเงินเพิ่ม 20% ของภาษีที่ค้างชำระ
ขั้นตอนยื่นภาษีสำหรับมือใหม่
- เข้าเว็บ rd.go.th → ระบบ e-Filing → ลงทะเบียนด้วยเลขบัตรประชาชน
- เลือกแบบ ภ.ง.ด.91 (มนุษย์เงินเดือน) หรือ ภ.ง.ด.90 (มีรายได้หลายประเภท)
- กรอกรายได้จากหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (ฟอร์ม 50 ทวิ) ที่ได้จากนายจ้าง
- กรอกค่าลดหย่อนทุกรายการ พร้อมเอกสารประกอบ (ใบเสร็จประกัน, หลักฐาน SSF/RMF)
- ระบบคำนวณภาษีให้อัตโนมัติ — ถ้าจ่ายเกินจะได้คืน ถ้าจ่ายขาดให้ชำระเพิ่ม
สรุป — วางแผนภาษีไม่ใช่เรื่องซับซ้อน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นเรื่องที่ทุกคนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การวางแผนภาษีอย่างถูกกฎหมายนั้นสามารถช่วยลดภาระได้จริง เริ่มจากสิ่งที่ทำได้เลยทันที:
- เช็คว่าใช้ค่าลดหย่อนครบทุกรายการที่มีสิทธิ์ไหม
- ถ้ายังไม่มีกองทุน SSF หรือ RMF — ลองเปรียบเทียบว่าภาษีที่ประหยัดได้คุ้มกับเงื่อนไขการถือครองไหม
- ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ rd.go.th ทุกปี เพราะค่าลดหย่อนบางรายการอาจเปลี่ยนแปลง
⚠️ บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ข้อมูลอ้างอิงจากกรมสรรพากร ปีภาษี 2568 ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดที่ rd.go.th หรือปรึกษานักวางแผนการเงินหรือผู้เชี่ยวชาญด้านภาษีก่อนตัดสินใจ