ลองนึกภาพไปสัมภาษณ์งาน แล้วถูกถามว่ามีประสบการณ์ด้านนี้ไหม แล้วตอบตรงๆ ว่า "ไม่มีเลย" ปกติคงจบไม่สวย แต่สำหรับ Ajit Jain คำตอบนั้นกลับทำให้เขาได้งาน และกลายเป็นหนึ่งในผู้บริหารที่สร้างมูลค่าให้ Berkshire มากที่สุดในรอบ 35 ปี จดหมายปี 2021 เต็มไปด้วยเรื่องราวแบบนี้ ทั้งความบังเอิญ ความซื่อสัตย์ และดีลที่เริ่มจากแฟกซ์แผ่นเดียว
จากบริษัทสิ่งทอที่จ่ายภาษีวันละ 100 ดอลลาร์ สู่บริษัทที่จ่ายภาษีวันละ 9 ล้าน
บัฟเฟตต์เล่าย้อนไปถึงต้นกำเนิดของ Berkshire ที่แท้จริงคือบริษัทสิ่งทอในนิวอิงแลนด์ ปี 1955 บริษัทสองแห่งควบรวมกันด้วยความหวังดิบดี แต่เก้าปีต่อมามูลค่าบริษัทกลับหดจาก 51.4 ล้านดอลลาร์เหลือ 22.1 ล้านดอลลาร์ ธุรกิจสิ่งทอในอเมริกากำลังเดินเข้าสู่ทางตันอย่างเงียบๆ ในช่วงเก้าปีนั้น Berkshire จ่ายภาษีให้รัฐบาลรวมกันแค่ 337,359 ดอลลาร์ เฉลี่ยวันละประมาณ 100 ดอลลาร์เท่านั้น
ปี 1965 ผู้บริหารชุดใหม่เข้ามาเปลี่ยนทิศทาง หันไปลงทุนในธุรกิจที่ดีกว่าแทนที่จะจมอยู่กับสิ่งทอ พลังของการทบต้นก็เริ่มทำงาน วันนี้ Berkshire จ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐฯ เฉลี่ยวันละราว 9 ล้านดอลลาร์ บัฟเฟตต์บอกว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของสิ่งที่เขาเรียกว่า "แรงลมส่งท้ายของอเมริกา" (American Tailwind) ประเทศนี้จะไปได้ดีอยู่แล้วแม้ไม่มี Berkshire แต่ Berkshire จะไม่มีทางเป็นแบบทุกวันนี้ได้เลยถ้าไม่ได้เติบโตในอเมริกา
"ไม่มีเลย" คำตอบที่ทำให้ได้งาน
เรื่องที่น่ารักที่สุดในจดหมายปีนี้คือการเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่บัฟเฟตต์เจอ Ajit Jain เมื่อปี 1986 ทั้งคู่นัดเจอกันเช้าวันเสาร์ บัฟเฟตต์ถามทันทีว่ามีประสบการณ์ด้านประกันภัยมาก่อนไหม Ajit ตอบตรงๆ ว่า "ไม่มีเลย" บัฟเฟตต์บอกว่า "ไม่มีใครสมบูรณ์แบบหรอก" แล้วก็จ้างเขาทันที กลายเป็นวันที่โชคดีที่สุดวันหนึ่งของ Berkshire เพราะ Ajit กลายเป็นผู้บริหารธุรกิจประกันภัยที่ยอดเยี่ยม และยังทำหน้าที่นี้ต่อเนื่องมาแล้ว 35 ปี
บัฟเฟตต์บอกว่าเรื่องแบบนี้สอนให้เห็นว่าประสบการณ์ตรงในสายงานไม่ใช่ทุกสิ่งเสมอไป บางครั้งคนที่มีความซื่อสัตย์ ความฉลาด และทัศนคติที่ใช่ กลับสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าคนที่มีประสบการณ์เยอะแต่ขาดคุณสมบัติเหล่านี้
ดีลรถไฟที่เริ่มจากมิตรภาพในเมืองฟอร์ตเวิร์ธ
อีกเรื่องหนึ่งที่สนุกมากคือที่มาของดีลซื้อ BNSF ซึ่งเป็นการเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของ Berkshire ทุกอย่างเริ่มจาก Paul Andrews ผู้ก่อตั้งบริษัท TTI ที่ตัดสินใจขายกิจการให้ Berkshire แทนที่จะขายให้คู่แข่งหรือกองทุน private equity เพราะไม่อยากเห็นพนักงานที่ทำงานด้วยกันมาถูกเลิกจ้างหลังควบรวม เขาบอกบัฟเฟตต์ตรงๆ ว่า "หลังจากคิดมาทั้งปี ผมอยากขายให้ Berkshire เพราะคุณเป็นคนเดียวที่เหลืออยู่แล้ว"
ปี 2009 คณะกรรมการ Berkshire เลือกไปประชุมที่ฟอร์ตเวิร์ธเพื่อเยี่ยมชม TTI ซึ่งบังเอิญเป็นเมืองเดียวกับสำนักงานใหญ่ของ BNSF ที่ Berkshire ถือหุ้นอยู่แล้ว บัฟเฟตต์เลยขอนัดเจอซีอีโอของ BNSF ชื่อ Matt Rose วันเดียวกันนั้นเอง BNSF ประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ไม่ค่อยดีเพราะเศรษฐกิจถดถอย ตลาดหุ้นตอบรับแย่ บัฟเฟตต์เลยเสนอซื้อกิจการทั้งบริษัททันที ผ่านไปแค่ 11 วัน ดีลก็ปิดสำเร็จ ถ้า Paul Andrews ไม่เคยเลือกขาย TTI ให้ Berkshire ตั้งแต่แรก ดีล BNSF ก็คงไม่มีทางเกิดขึ้น
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ธุรกิจที่ดูน่าเบื่อวันนี้ อาจกลายเป็นเครื่องจักรทำเงินในวันหน้าได้ ถ้าจัดการดี — บริษัทสิ่งทอที่เกือบล้มละลายกลายเป็น Berkshire ในปัจจุบันได้ เพราะผู้บริหารกล้าเปลี่ยนทิศทางและลงทุนในสิ่งที่ดีกว่าอย่างมีวินัย
- คุณสมบัติของคนสำคัญกว่าประวัติผลงานเสมอไป — บางครั้งความซื่อสัตย์และทัศนคติที่ใช่มีค่ามากกว่าประสบการณ์ตรงในสายงาน อย่ามองข้ามคนที่ตอบตรงๆ ว่าไม่รู้ เพราะมันคือสัญญาณของความน่าเชื่อถือ
- ความสัมพันธ์และความไว้ใจระยะยาวมักนำไปสู่โอกาสใหญ่ๆ ที่ไม่มีใครวางแผนไว้ — ดีล BNSF เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญที่ต่อยอดจากความไว้ใจเก่า ไม่ใช่จากการวางแผนหาดีลล่วงหน้า
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2021 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2021 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน