ปี 2018 มูลค่าตามบัญชีของ Berkshire โตแค่ 0.4% ซึ่งดูน้อยมาก แต่บัฟเฟตต์ใช้จดหมายฉบับนี้ประกาศเรื่องใหญ่ คือเลิกใช้ "มูลค่าตามบัญชี" เป็นตัวชี้วัดหลักที่ใช้มาเกือบ 30 ปี พร้อมสอนวิธีมองบริษัทแบบ "มองป่า อย่ามองต้นไม้ทีละต้น" และปิดท้ายด้วยเรื่องราวสุดคลาสสิกของเด็กชายวัย 11 ปีที่ลงทุนครั้งแรกในชีวิตด้วยเงินแค่ 114.75 ดอลลาร์
ทำไมบัฟเฟตต์ถึงเลิกใช้มูลค่าตามบัญชี หลังใช้มา 30 ปี
เกือบ 30 ปีที่ผ่านมา บัฟเฟตต์เปิดจดหมายทุกฉบับด้วยตัวเลขการเติบโตของมูลค่าตามบัญชีต่อหุ้น (book value) แต่ปีนี้เขาประกาศเลิกใช้ตัวเลขนี้เป็นตัวชี้วัดหลัก เพราะเหตุผลสามข้อ หนึ่งคือ Berkshire เปลี่ยนจากบริษัทที่ถือหุ้นในตลาดเป็นหลัก มาเป็นบริษัทที่เป็นเจ้าของธุรกิจทั้งหมดมากขึ้นเรื่อยๆ สองคือกฎบัญชีบันทึกมูลค่าธุรกิจที่ Berkshire เป็นเจ้าของต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ในขณะที่หุ้นในตลาดถูกบันทึกตามราคาตลาดจริง สามคือ Berkshire จะซื้อหุ้นตัวเองคืนมากขึ้นในราคาที่สูงกว่ามูลค่าตามบัญชีแต่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ซึ่งจะทำให้มูลค่าตามบัญชีต่อหุ้นลดลงทั้งที่มูลค่าจริงต่อหุ้นเพิ่มขึ้น
เขายังแนะนำวิธีมอง Berkshire แบบใหม่ เรียกว่า "มองป่า อย่ามองต้นไม้ทีละต้น" คือแทนที่จะไล่วิเคราะห์ธุรกิจในเครือนับร้อยแห่งทีละบริษัท ให้มองเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไม่กี่กลุ่มแทน เขายังหยิบคำถามของ Abraham Lincoln มาเสียดสีวงการ Wall Street ที่ชอบโชว์ตัวเลข "adjusted EBITDA" โดยตัดค่าใช้จ่ายจริงๆ ออกไป ลินคอล์นเคยถามว่า "ถ้าเรียกหางหมาว่าขา หมาจะมีกี่ขา" แล้วตอบเองว่า "สี่ขา เพราะเรียกหางว่าขา ไม่ได้ทำให้มันกลายเป็นขาจริงๆ" บัฟเฟตต์บอกว่าลินคอล์นคงเหงามากถ้ามาอยู่ใน Wall Street ยุคนี้
American Express กับเลขคณิตของการซื้อหุ้นคืนที่ทำให้เจ้าของเดิมรวยขึ้นเรื่อยๆ
บัฟเฟตต์ยกตัวอย่างที่จับต้องได้ชัดเจนมาก Berkshire ถือหุ้น American Express จำนวนเท่าเดิมมาตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ซื้อเพิ่มเลยแม้แต่หุ้นเดียว แต่สัดส่วนการถือหุ้นกลับเพิ่มขึ้นจาก 12.6% เป็น 17.9% เพราะ American Express ซื้อหุ้นตัวเองคืนอย่างต่อเนื่อง ปีที่แล้วปีเดียว ส่วนแบ่งกำไรของ Berkshire จาก American Express อยู่ที่ 1,200 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นราว 96% ของเงินทั้งหมดที่ Berkshire เคยจ่ายไปเพื่อซื้อหุ้นก้อนนี้ตั้งแต่แรก
เขาสรุปหลักการง่ายๆ ว่า เมื่อกำไรของบริษัทเพิ่มขึ้นและจำนวนหุ้นที่หมุนเวียนในตลาดลดลงพร้อมกัน เจ้าของหุ้นเดิมก็มักจะได้ประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ตัวเองไม่ต้องทำอะไรเลย เขาบอกว่าถ้าบริษัทที่ Berkshire ถือหุ้นอยู่ราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง แล้วผู้บริหารเลือกใช้กำไรสะสมไปซื้อหุ้นคืน เขากับ Charlie ยินดีเป็นอย่างมาก เพราะเท่ากับสัดส่วนการถือครองของ Berkshire เพิ่มขึ้นโดยไม่ต้องควักเงินเพิ่มสักบาท
เด็กชายวัย 11 ปี เงิน 114.75 ดอลลาร์ กับ "ลมส่งท้ายแบบอเมริกัน"
บัฟเฟตต์เล่าย้อนไปถึงวันที่ 11 มีนาคม 1942 ตอนอายุ 11 ปี เขาเอาเงินเก็บทั้งหมดที่สะสมมาตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จำนวน 114.75 ดอลลาร์ ไปซื้อหุ้นบุริมสิทธิ์ของบริษัท Cities Service จำนวน 3 หุ้น เป็นการลงทุนครั้งแรกในชีวิต เขาเขียนว่า "ผมกลายเป็นนายทุนแล้ว และมันรู้สึกดี" ตอนนั้นอเมริกาเพิ่งเข้าสงครามโลกครั้งที่สองได้แค่ 3 เดือน ข่าวร้ายมาทุกวัน แต่คนอเมริกันส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าประเทศจะชนะสงครามและลูกหลานจะมีชีวิตที่ดีกว่าตัวเอง
เขาคำนวณให้ดูว่าถ้าเอาเงิน 114.75 ดอลลาร์นั้นไปลงทุนในกองทุนดัชนี S&P 500 แบบไม่มีค่าธรรมเนียมและปันผลทบต้นทั้งหมด เงินก้อนนั้นจะโตเป็น 606,811 ดอลลาร์ภายในสิ้นเดือนมกราคม 2019 หรือคิดเป็นกำไร 5,288 เท่า เขายังคำนวณเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดขึ้นไปอีกว่า ถ้าเอาเงินก้อนเดียวกันไปซื้อทองคำหนัก 3.25 ออนซ์แทนเพื่อ "ป้องกันความเสี่ยง" เงินนั้นจะโตเป็นแค่ราว 4,200 ดอลลาร์เท่านั้น เขาสรุปสั้นๆ ว่า "โลหะวิเศษสู้ความแข็งแกร่งของอเมริกาไม่ได้เลย" และย้ำว่าความสำเร็จของ Berkshire ส่วนใหญ่มาจาก "ลมส่งท้ายแบบอเมริกัน" ที่พัดหนุนหลังธุรกิจอเมริกันมาตลอด ไม่ใช่ฝีมือของเขาคนเดียว
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- อย่าไปติดกับตัวชี้วัดตัวเดียวจนลืมภาพรวม — บัฟเฟตต์กล้าเลิกใช้ตัวชี้วัดที่เขาใช้มา 30 ปีทันทีที่มันไม่สะท้อนความจริงอีกต่อไป การรีวิวว่าตัวชี้วัดที่เราใช้ประเมินพอร์ตยังเหมาะสมอยู่ไหม เป็นเรื่องที่ควรทำเป็นระยะ ไม่ใช่ยึดติดตัวเลขเดิมตลอดไป
- ระวังตัวเลขกำไรที่ถูกปรับแต่งให้ดูดีเกินจริง — คำเตือนเรื่อง "adjusted EBITDA" ของบัฟเฟตต์ใช้ได้กับทุกยุคสมัย ก่อนเชื่อตัวเลขกำไรที่บริษัทไหนโชว์ ควรเช็กว่ามีการตัดค่าใช้จ่ายจริงบางอย่างออกไปหรือเปล่า
- เวลาและการทบต้นคือเพื่อนที่ทรงพลังที่สุดของนักลงทุน — เงิน 114.75 ดอลลาร์ที่ทบต้นมา 77 ปี กลายเป็นเงินกว่า 6 แสนดอลลาร์ บทเรียนนี้ไม่ได้บอกให้รีบรวย แต่บอกว่ายิ่งเริ่มเร็วและถือยาว พลังของดอกเบี้ยทบต้นก็ยิ่งทำงานหนักแทนเรา
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2018 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2018 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน