ปี 2016 มูลค่าตามบัญชีของ Berkshire โต 10.7% แต่เรื่องที่ฮือฮาที่สุดในจดหมายปีนี้คือผลลัพธ์ปีที่ 9 ของการเดิมพันสิบปีที่บัฟเฟตต์ท้าวงการเฮดจ์ฟันด์ทั้งวงการ พร้อมเปิดใจเรื่องความผิดพลาดที่แพงที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตการทำงาน และหลักคณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่ใช้ตัดสินว่าการซื้อหุ้นคืนของบริษัทดีหรือแย่
เดิมพัน 500,000 ดอลลาร์ กับผลลัพธ์ที่ทำให้วงการเฮดจ์ฟันด์เงียบกริบ
ย้อนไปปี 2007 บัฟเฟตต์ท้าพนัน 500,000 ดอลลาร์ว่าไม่มีมืออาชีพคนไหนสามารถเลือกกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (hedge fund) อย่างน้อย 5 กองทุน ที่ให้ผลตอบแทนชนะกองทุนดัชนี S&P 500 ต้นทุนต่ำได้ในช่วง 10 ปี มีคนเดียวในวงการที่กล้ารับคำท้า คือ Ted Seides ผู้จัดการกองทุน Protégé Partners ซึ่งเลือกกองทุนลูก (fund-of-funds) 5 กองที่กระจายเงินไปในเฮดจ์ฟันด์กว่า 100 แห่ง ส่วนบัฟเฟตต์เลือกกองทุนดัชนี Vanguard S&P 500 ธรรมดาๆ เป็นตัวแทนฝั่งตัวเอง
พอถึงปีที่ 9 ของการเดิมพัน ผลลัพธ์ชัดเจนมาก กองทุนดัชนีให้ผลตอบแทนสะสม 85.4% เทียบกับกองทุนลูกทั้ง 5 กองที่ทำได้เฉลี่ยเพียง 2.2% ต่อปีทบต้น หรือคิดเป็นเงิน 1 ล้านดอลลาร์ที่ลงทุนในกองทุนดัชนีจะโตเป็น 854,000 ดอลลาร์ ในขณะที่ลงในกองทุนลูกโตแค่ 220,000 ดอลลาร์ บัฟเฟตต์ชี้ว่าสาเหตุหลักคือค่าธรรมเนียมสองชั้น ทั้งค่าธรรมเนียมของเฮดจ์ฟันด์แต่ละกอง และค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมของกองทุนลูกที่คัดเลือกเฮดจ์ฟันด์อีกที เขาประเมินว่าตลอด 9 ปี ราว 60% ของกำไรทั้งหมดที่ทำได้ ถูกโอนไปเป็นค่าธรรมเนียมให้ผู้จัดการทั้งสองชั้น ทั้งที่นักลงทุนธรรมดาสามารถทำได้เองโดยแทบไม่มีต้นทุนเลย เขาสรุปสั้นๆ ว่า "ค่าธรรมเนียมไม่เคยหลับ"
"ผมยอมส่องกล้องลำไส้ ดีกว่าออกหุ้น Berkshire เพิ่ม"
บัฟเฟตต์เล่าย้อนความผิดพลาดสำคัญในประวัติศาสตร์ของบริษัท ปี 1993 เขาซื้อ Dexter Shoe ด้วยการจ่ายเป็นหุ้น Berkshire ซึ่งหุ้นก้อนนั้นตอนเขียนจดหมายฉบับนี้มีมูลค่าสูงกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ Dexter เองมูลค่ากลายเป็นศูนย์ไปนานแล้ว จากนั้นในปี 1998 เขาทำผิดซ้ำอีกครั้งด้วยการใช้หุ้น Berkshire จำนวนมหาศาลไปซื้อ General Reinsurance ทำให้จำนวนหุ้นของบริษัทเพิ่มขึ้นถึง 21.8% เขายอมรับตรงๆ ว่านี่คือ "ความผิดพลาดร้ายแรง" เพราะผู้ถือหุ้นเดิมของ Berkshire ต้องสละมูลค่าให้มากกว่าที่ได้รับกลับมา
หลังจากนั้นเขาปรับตัวใหม่ทั้งหมด หันมาซื้อกิจการด้วยเงินสดเป็นหลักแทนการออกหุ้นเพิ่ม เริ่มจากการซื้อ MidAmerican Energy ในปี 2000 ด้วยเงินสดล้วนๆ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นเหมือนการ "ไถ่บาป" จากความผิดพลาดครั้งก่อน และเขียนประโยคที่กลายเป็นวลีเด็ดของปีนี้ว่า "ทุกวันนี้ผมยอมไปส่องกล้องลำไส้ ดีกว่าต้องออกหุ้น Berkshire เพิ่ม" สะท้อนว่าเขาเข็ดกับการเจือจางมูลค่าของผู้ถือหุ้นเดิมมากแค่ไหน
คณิตศาสตร์ง่ายๆ ที่บอกว่าซื้อหุ้นคืนดีหรือแย่
บัฟเฟตต์อธิบายเรื่องการซื้อหุ้นคืน (share repurchase) ด้วยตัวอย่างง่ายๆ ที่เข้าใจได้ทันที สมมติมีหุ้นส่วนสามคนเท่าๆ กันในธุรกิจมูลค่า 3,000 ดอลลาร์ ถ้าหุ้นส่วนคนหนึ่งถูกซื้อออกด้วยราคา 900 ดอลลาร์ (ต่ำกว่ามูลค่าจริงตามสัดส่วน) หุ้นส่วนที่เหลือแต่ละคนจะได้กำไรทันที 50 ดอลลาร์ แต่ถ้าจ่ายไป 1,100 ดอลลาร์ (สูงกว่ามูลค่าจริง) หุ้นส่วนที่เหลือแต่ละคนจะขาดทุนทันที 50 ดอลลาร์เท่ากัน หลักการเดียวกันนี้ใช้ได้กับบริษัทมหาชนที่ซื้อหุ้นคืน
เขาแปลกใจที่บริษัทส่วนใหญ่ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนโดยไม่เคยพูดถึงราคาสูงสุดที่ยอมจ่าย ทั้งที่ถ้าเป็นการซื้อกิจการภายนอก ราคาต้องเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเสมอ เขาเสนอว่าก่อนจะพูดเรื่องซื้อหุ้นคืน ผู้บริหารและบอร์ดควรพูดพร้อมกันว่า "สิ่งที่ฉลาดที่ราคาหนึ่ง อาจโง่ที่อีกราคาหนึ่ง" เพราะการซื้อหุ้นคืนจะสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้นที่เหลือได้ ก็ต่อเมื่อซื้อในราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงเท่านั้น
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ค่าธรรมเนียมกินผลตอบแทนของเรามากกว่าที่คิด — ผลการเดิมพันสิบปีแสดงให้เห็นชัดว่าค่าธรรมเนียมสะสมไปเรื่อยๆ กัดกินผลตอบแทนได้มหาศาล ก่อนลงทุนในกองทุนไหน ควรเช็กค่าธรรมเนียมรวมให้ชัดเจน ไม่ใช่ดูแค่ผลตอบแทนที่โฆษณาไว้
- ยอมรับความผิดพลาดและปรับวิธีทำงานจริงจัง — บัฟเฟตต์ไม่ได้แค่พูดขอโทษเรื่อง Dexter กับ General Re แต่เปลี่ยนวิธีซื้อกิจการทั้งหมดหลังจากนั้น การจดบันทึกความผิดพลาดของตัวเองแล้วปรับกลยุทธ์จริงๆ สำคัญกว่าการรู้สึกผิดเฉยๆ
- ราคาสำคัญกว่าการกระทำ ไม่ว่าจะซื้อหุ้นตัวเองหรือหุ้นคนอื่น — การซื้อหุ้นคืนไม่ได้ดีหรือแย่ในตัวมันเอง ขึ้นอยู่กับราคาที่ซื้อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง หลักคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับการตัดสินใจซื้อหุ้นตัวไหนก็ตามในพอร์ตเรา
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2016 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2016 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน