ปี 2014 บัฟเฟตต์คุม Berkshire Hathaway มาครบ 50 ปีพอดี จดหมายปีนี้เลยพิเศษกว่าทุกปี เขาเขียนย้อนเล่าประวัติศาสตร์ทั้งหมดแบบไม่กั้นหน้ากั้นหลัง ตั้งแต่การซื้อหุ้นบริษัทสิ่งทอที่กำลังจะตาย ไปจนถึงความผิดพลาดที่เขาบอกเองว่า "แพงที่สุดในชีวิตการทำงาน" เรื่องพวกนี้สอนอะไรเราได้เยอะกว่าตัวเลขกำไรปีไหนๆ
Berkshire Hathaway เดิมทีคือก้นซิการ์ที่มีควันเหลืออีกแค่ปื้ดเดียว
น้อยคนจะรู้ว่า Berkshire Hathaway ที่เรารู้จักกันทุกวันนี้ เดิมทีคือโรงงานสิ่งทอในนิวอิงแลนด์ที่กำลังจะตาย บัฟเฟตต์เริ่มซื้อหุ้นในเดือนธันวาคม 1962 ตอนราคาหุ้นอยู่ที่ 7.50 ดอลลาร์ ถูกกว่ามูลค่าตามบัญชีมาก เขาเปรียบว่านี่คือ "ก้นซิการ์ที่ถูกทิ้ง" ที่ยังมีควันเหลืออีกแค่ปื้ดเดียว ดูไม่สวยไม่น่าจับ แต่ปื้ดสุดท้ายนั้นฟรี เขาคาดว่าบริษัทจะทยอยปิดโรงงานแล้วเอาเงินมาซื้อหุ้นคืน ซึ่งจะทำให้เขากำไรจากส่วนต่างราคา
แต่แผนพลิกผัน เพราะผู้บริหารตอนนั้นเสนอซื้อหุ้นคืนในราคาที่ต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้นิดหน่อย บัฟเฟตต์โมโหจนไม่ยอมขาย กลับไล่ซื้อหุ้นเพิ่มจนคุมบริษัทได้ในเดือนพฤษภาคม 1965 เขาเขียนแซวตัวเองว่า "ผมกลายเป็นหมาที่ไล่ตามรถจนจับได้จริงๆ" เพราะสุดท้ายเขาต้องแบกธุรกิจสิ่งทอที่ขาดทุนต่อเนื่องอีก 18 ปี กว่าจะยอมปิดกิจการในปี 1985 เขาสรุปบทเรียนตรงๆ ว่ากลยุทธ์ก้นซิการ์ใช้ได้ดีตอนเงินยังน้อย แต่ไม่ scale ไปกับเงินก้อนใหญ่ และธุรกิจห่วยราคาถูกไม่ใช่ฐานที่ดีสำหรับสร้างอะไรที่ยั่งยืน
Charlie Munger เปลี่ยนหัวคิดบัฟเฟตต์ และดีล See's Candy ที่เกือบหลุดมือ
บัฟเฟตต์ยกความดีความชอบให้ Charlie Munger ที่เปลี่ยนแนวคิดการลงทุนของเขาไปตลอดกาล จากเดิมที่เน้นหาบริษัทกลางๆ ราคาถูกสุดๆ (คิดแบบ Ben Graham) Charlie สอนให้เขา "ลืมเรื่องซื้อบริษัทธรรมดาในราคาเยี่ยม แล้วหันมาซื้อบริษัทเยี่ยมในราคาธรรมดาแทน" จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี 1972 ตอนที่มีโอกาสซื้อ See's Candy ผู้ผลิตช็อกโกแลตกล่องชื่อดังฝั่งตะวันตก ตอนนั้นกำไรก่อนภาษีปีละ 4 ล้านดอลลาร์ แต่ใช้สินทรัพย์แค่ 8 ล้านดอลลาร์ และมีความได้เปรียบด้านแบรนด์ที่ทำให้ตั้งราคาได้สูงกว่าคู่แข่ง
ครอบครัวเจ้าของ See's ขอ 30 ล้านดอลลาร์ Charlie บอกว่าคุ้มค่าราคานั้น แต่บัฟเฟตต์เองยังลังเล ไม่อยากจ่ายเกิน 25 ล้าน เพราะราคานั้นสูงถึง 3 เท่าของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ เขายอมรับว่าความระมัดระวังเกินเหตุของตัวเองเกือบทำให้พลาดดีลนี้ไปเลย โชคดีที่ผู้ขายยอมรับราคา 25 ล้าน จนถึงตอนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ See's ทำกำไรสะสมไปแล้วถึง 1,900 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ลงทุนเพิ่มไปแค่ 40 ล้านดอลลาร์เท่านั้น บัฟเฟตต์บอกว่าดีลนี้เปิดตาเขาให้เห็นคุณค่าของแบรนด์ที่แข็งแกร่ง และพาไปสู่การลงทุนที่ทำกำไรอีกหลายดีลในเวลาต่อมา
Dexter Shoe ความผิดพลาดที่บัฟเฟตต์บอกเองว่าควรมีชื่อในกินเนสส์บุ๊ก
บัฟเฟตต์ไม่กลัวเล่าเรื่องพลาดของตัวเอง ปี 1993 เขาซื้อ Dexter Shoe บริษัทรองเท้าที่ผลงานดีมากในตอนนั้น ดูยังไงก็ไม่เหมือนก้นซิการ์ที่ต้องระวัง แต่ความได้เปรียบทางการแข่งขันของบริษัทกลับหายไปอย่างรวดเร็วเพราะคู่แข่งจากต่างประเทศ ซึ่งเขายอมรับตรงๆ ว่า "ผมมองไม่เห็นสิ่งนั้นมาก่อนเลย" Berkshire จ่ายไป 433 ล้านดอลลาร์ แล้วมูลค่าของ Dexter ก็ลดลงเหลือศูนย์ในเวลาไม่นาน
แต่ที่ทำให้ความเสียหายจริงยิ่งกว่าตัวเลข 433 ล้าน คือบัฟเฟตต์จ่ายค่าซื้อ Dexter ด้วยหุ้น Berkshire แทนเงินสด และหุ้นก้อนนั้นตอนเขียนจดหมายฉบับนี้มีมูลค่าสูงถึง 5,700 ล้านดอลลาร์ เขาเขียนติดตลกขมๆ ว่า "ในฐานะหายนะทางการเงิน ดีลนี้สมควรมีชื่อในกินเนสส์บุ๊ก" บทเรียนที่เขาย้ำคือ การใช้หุ้นของบริษัทที่ยอดเยี่ยมไปแลกกับบริษัทธรรมดาๆ คือการทำลายมูลค่าอย่างถาวร เพราะเรากำลังให้ "แบงก์ร้อยดอลลาร์" ไปแลกกับ "แบงก์ยี่สิบสี่ใบ" โดยไม่รู้ตัว
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ของถูกไม่เท่ากับของดี — กลยุทธ์ก้นซิการ์เคยได้ผลตอนเงินยังน้อย แต่สุดท้ายกลายเป็นกับดักที่ทำให้บัฟเฟตต์ติดอยู่กับธุรกิจแย่ๆ นานหลายสิบปี บริษัทเยี่ยมในราคาสมเหตุสมผล มักดีกว่าบริษัทธรรมดาในราคาถูกสุดๆ
- ยอมรับความผิดพลาดตรงๆ ดีกว่าปิดบัง — บัฟเฟตต์เล่าเรื่อง Dexter Shoe แบบไม่มีข้อแก้ตัว การมองย้อนกลับไปตรงๆ ว่าพลาดตรงไหน ช่วยให้เราไม่ทำผิดซ้ำ ดีกว่าโทษดวงหรือหาข้ออ้าง
- ระวังการจ่ายด้วย "ของมีค่า" เพื่อแลกกับ "ของธรรมดา" — ไม่ว่าจะเป็นหุ้นหรือเงินเก็บของเราเอง ก่อนแลกอะไรก็ตาม ต้องถามตัวเองว่าสิ่งที่เราให้ไปมีมูลค่าจริงมากกว่าสิ่งที่ได้รับมาหรือเปล่า
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2014 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2014 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน