หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 2012: ล่าช้างกลางวิกฤต และหุ้นตัวแรกที่ซื้อกลางสงครามแปซิฟิก

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 2012 บัฟเฟตต์เปิดจดหมายด้วยการยอมรับตรงๆ ว่าปีนี้ Berkshire ทำผลงานแพ้ตลาดหุ้นโดยรวม แถมยัง "ล่าช้าง" หาดีลใหญ่ไม่เจอสักตัวตลอดทั้งปี แต่พอขึ้นปีใหม่ไม่ทันไร เขาก็ปิดดีลใหญ่ร่วมกับพันธมิตรระดับตำนานได้สำเร็จ พร้อมเล่าเรื่องหุ้นตัวแรกในชีวิตที่ซื้อกลางสงครามที่ดูสิ้นหวังที่สุดช่วงหนึ่งของอเมริกา

ล่าช้างไม่เจอทั้งปี แต่ต้นปีถัดมาปิดดีล Heinz กับเพื่อนระดับตำนาน

บัฟเฟตต์ยอมรับตรงๆ ว่าปี 2012 เขาพยายามหาดีลซื้อกิจการขนาดใหญ่ (ที่เขาชอบเรียกว่า "ล่าช้าง") อยู่หลายตัวแต่ไม่มีตัวไหนปิดได้สำเร็จ แต่โชคเปลี่ยนทันทีตอนต้นปีถัดมา เมื่อ Berkshire จับมือกับ Jorge Paulo Lemann นักธุรกิจชื่อดังชาวบราซิลผู้เป็นเพื่อนสนิทของบัฟเฟตต์ ร่วมกันซื้อกิจการ H.J. Heinz บริษัทซอสมะเขือเทศชื่อดัง โดยแต่ละฝ่ายลงทุนราว 4,000 ล้านดอลลาร์ และ Berkshire ยังลงทุนเพิ่มอีก 8,000 ล้านดอลลาร์ในหุ้นบุริมสิทธิที่จ่ายปันผล 9% พร้อมสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มในอนาคต บัฟเฟตต์เขียนติดตลกปิดท้ายว่าหลังดีลนี้ เขากับ Charlie Munger ก็ "ใส่ชุดซาฟารีอีกครั้ง" ออกล่าช้างตัวต่อไปทันที

ปี 1942 หุ้นตัวแรกกลางสงคราม: ไม่มีใครพูดถึง "ความไม่แน่นอน"

บัฟเฟตต์เล่าย้อนไปถึงหุ้นตัวแรกในชีวิตที่เขาซื้อในฤดูใบไม้ผลิปี 1942 ตอนที่อเมริกากำลังพ่ายแพ้ในสงครามแปซิฟิกต่อเนื่อง หนังสือพิมพ์แต่ละวันมีแต่ข่าวความพ่ายแพ้ แต่เขาบอกว่าตอนนั้นแทบไม่มีใครพูดถึงคำว่า "ความไม่แน่นอน" เลย เพราะคนอเมริกันทุกคนที่เขารู้จักเชื่อมั่นว่าประเทศจะชนะในที่สุด และความจริงที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็เกินคาด คือ GDP ต่อหัวของอเมริกาเมื่อปรับเงินเฟ้อแล้วโตขึ้นกว่า 4 เท่าตั้งแต่ปี 1941 ถึง 2012 เขาสรุปว่าทุกวันพรุ่งนี้มีความไม่แน่นอนเสมอ แต่ชะตากรรมของอเมริกาชัดเจนมาตลอด นั่นคือความมั่งคั่งที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เขาเตือนเพื่อนซีอีโอด้วยกันว่าอย่าใช้ "ความไม่แน่นอน" เป็นข้ออ้างในการเก็บเงินไว้เฉยๆ ไม่ลงทุนขยายธุรกิจ เพราะความไม่แน่นอนมีอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วตั้งแต่อเมริกาก่อตั้งประเทศ ปีนั้น Berkshire เองก็ใช้เงินลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 9,800 ล้านดอลลาร์ ทั้งที่ซีอีโอหลายคนกำลังกอดเงินสดเพราะกลัวความไม่แน่นอนอยู่

GEICO ตัวจี๊ดที่นับเป็นพรสองต่อ และทีมนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ "ทิ้งบัฟเฟตต์ไว้ข้างหลัง"

บัฟเฟตต์เขียนถึง GEICO ด้วยความภูมิใจว่าส่วนแบ่งตลาดประกันรถยนต์โตจาก 2.5% ตอนที่ Berkshire เข้าซื้อกิจการในปี 1995 มาเป็น 9.7% ในปี 2012 เขาพูดติดตลกว่า "เวลานับพรที่ได้รับ ผมนับ GEICO สองครั้ง" ปีนี้ยังเป็นปีที่ Todd Combs และ Ted Weschler สองผู้จัดการกองทุนรุ่นใหม่ที่ Berkshire รับเข้ามาช่วยดูแลพอร์ตการลงทุน ทำผลงานเอาชนะดัชนี S&P 500 ได้ด้วยตัวเลขสองหลัก บัฟเฟตต์ยอมรับตรงๆ อย่างอารมณ์ดีว่าทั้งคู่ "ทิ้งผมไว้ข้างหลังเหมือนกัน" และมอบเงินให้บริหารเพิ่มเป็นคนละเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมบอกผู้ถือหุ้นว่าวางใจได้เมื่อวันหนึ่งเขากับ Charlie ไม่อยู่แล้ว เพราะมีคนรุ่นใหม่ที่เก่งจริงมารับช่วงต่อ

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ไม่เจอโอกาสดีวันนี้ ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจอพรุ่งนี้ — การไม่ลงทุนในปีที่ไม่มีดีลน่าสนใจ ดีกว่าฝืนลงทุนในสิ่งที่ไม่คุ้มค่าแค่เพราะอยากทำอะไรสักอย่าง
  2. อย่าให้คำว่า "ความไม่แน่นอน" เป็นข้ออ้างไม่ลงมือทำอะไรเลย — ความไม่แน่นอนมีอยู่ทุกยุคทุกสมัย จุดสำคัญคือประเมินความเสี่ยงให้รอบคอบ ไม่ใช่หยุดนิ่งเพราะกลัวอนาคต
  3. ยอมรับเมื่อมีคนเก่งกว่าเรา และให้โอกาสพวกเขาแสดงฝีมือ — การมอบความไว้วางใจให้คนรุ่นใหม่ที่มีฝีมือจริง มักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการยึดติดกับตัวเองคนเดียว

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2012 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2012 ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ