ปี 2011 บัฟเฟตต์ทำสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิด คือเข้าซื้อหุ้น IBM ก้อนใหญ่ ทั้งที่เขาเคยหลีกเลี่ยงหุ้นเทคโนโลยีมาตลอดชีวิต ปีเดียวกันนี้เขายังเขียนอธิบายเปรียบเทียบทองคำกับสินทรัพย์ที่ผลิตได้จริงแบบละเอียดยิบ จนกลายเป็นหนึ่งในเนื้อหาที่คนพูดถึงมากที่สุดจากจดหมายทั้งหมดของเขา
ทองคำก้อนใหญ่เท่าสนามเบสบอล ที่ "ลูบได้แต่ไม่ตอบสนอง"
บัฟเฟตต์อธิบายสินทรัพย์ 3 ประเภทที่คนเลือกลงทุน ประเภทแรกคือสินทรัพย์อิงสกุลเงิน เช่น พันธบัตรหรือเงินฝาก ประเภทที่สองคือของที่ไม่สร้างผลผลิตอะไรเลย แต่คนซื้อเพราะหวังว่าจะมีคนอื่นมาซื้อต่อในราคาที่สูงขึ้น ซึ่งตัวอย่างใหญ่สุดของกลุ่มนี้คือทองคำ เขาคำนวณให้เห็นภาพว่าทองคำทั้งโลกตอนนั้นมีมูลค่ารวมประมาณ 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ ถ้าหลอมรวมกันจะได้ก้อนลูกบาศก์ขนาดพอดีกับสนามเบสบอลเท่านั้น
แล้วเขาก็เทียบให้เห็นชัดๆ ว่าด้วยเงินจำนวนเท่ากันนั้น เราซื้อที่ดินทำการเกษตรทั้งหมดในอเมริกา บวกกับซื้อบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ระดับ Exxon Mobil ได้อีก 16 บริษัท แล้วยังเหลือเงินติดกระเป๋าอีกเป็นล้านล้านดอลลาร์ คำถามของเขาคือ ถ้ามีเงิน 9.6 ล้านล้านดอลลาร์ จะเลือกกองทองที่ "ลูบได้แต่ไม่ตอบสนองอะไรเลย" หรือจะเลือกที่ดินและบริษัทที่ผลิตพืชผลและกำไรออกมาต่อเนื่องไปอีกเป็นร้อยปี บัฟเฟตต์บอกชัดว่าเขาชอบสินทรัพย์ประเภทที่สาม คือสินทรัพย์ที่ผลิตได้จริง อย่างธุรกิจ ที่ดิน หรืออสังหาริมทรัพย์ เพราะต่อให้สกุลเงินเปลี่ยนไปแค่ไหนในอนาคต คนก็ยังต้องแลกแรงงานเพื่อซื้อโค้กหรือขนมสักชิ้นอยู่ดี
ปริศนา IBM: ทำไมบัฟเฟตต์ถึงอยากให้หุ้นตัวเองราคาไม่ขึ้น
Berkshire เข้าซื้อหุ้น IBM มูลค่ากว่า 10,900 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ บัฟเฟตต์ยกตัวอย่างที่ฟังดูสวนสามัญสำนึกมาก เขาบอกว่าอยาก "ให้ราคาหุ้น IBM ซบเซาไปตลอด 5 ปีข้างหน้า" เหตุผลคือ IBM มีแผนซื้อหุ้นคืนตัวเองมูลค่ามหาศาลทุกปี ถ้าราคาหุ้นต่ำ บริษัทจะซื้อหุ้นคืนได้จำนวนมากขึ้นด้วยเงินก้อนเดียวกัน ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของ Berkshire เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มเลย เขาอธิบายด้วยตัวเลขให้เห็นชัดว่าถ้าราคาหุ้นเฉลี่ยต่ำกว่า Berkshire จะได้ส่วนแบ่งกำไรในอนาคตมากกว่าตอนราคาสูง
บัฟเฟตต์ยังสารภาพว่าตอนหนุ่มๆ เขาก็เคยดีใจเวลาเห็นราคาหุ้นในพอร์ตขึ้น เหมือนคนทั่วไป จนกระทั่งได้อ่านบทที่ 8 ของหนังสือ The Intelligent Investor ของ Ben Graham ที่สอนเรื่องมุมมองต่อความผันผวนของราคาหุ้น เขาบอกว่า "ทันใดนั้นเกล็ดในดวงตาก็หลุดออก" และตั้งแต่นั้นราคาหุ้นที่ต่ำก็กลายเป็นเพื่อนของเขาแทนที่จะเป็นสิ่งน่ากลัว
ดีล Lubrizol และการมองไกล 10-20 ปี
ปีนี้ Berkshire ซื้อ Lubrizol บริษัทผลิตสารเคมีเสริมประสิทธิภาพ ซึ่งกำไรก่อนภาษีโตจาก 147 ล้านดอลลาร์เป็นกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่ปี บัฟเฟตต์เขียนไว้สั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่าเขาพยายามมองไกลออกไป 10-20 ปีทุกครั้งที่ตัดสินใจซื้อกิจการ แม้บางครั้งสายตาจะพร่าไปบ้างก็ตาม สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนของเขาไม่ได้มองแค่ปีหน้าหรือไตรมาสหน้า แต่มองภาพรวมของธุรกิจในระยะยาวจริงๆ
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ก่อนซื้อสินทรัพย์อะไร ให้ถามว่ามันผลิตอะไรออกมาได้บ้าง — สินทรัพย์ที่ไม่มีการผลิตอะไรเลย มูลค่าของมันขึ้นอยู่กับความเชื่อของคนอื่นล้วนๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
- ถ้าตั้งใจซื้อของถูกในระยะยาว ให้มองราคาที่ตกเป็นโอกาส ไม่ใช่หายนะ — โดยเฉพาะถ้ายังทยอยลงทุนอยู่เรื่อยๆ ราคาต่ำแปลว่าซื้อของได้เยอะขึ้นด้วยเงินเท่าเดิม
- มองระยะยาวเสมอ ไม่ตัดสินใจแค่จากภาพไตรมาสหรือปีหน้า — ธุรกิจที่ดีต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเอง การมองสั้นเกินไปอาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ไป
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2011 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2011 ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน