หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 2007: ใครว่ายน้ำแก้ผ้าอยู่ จะรู้ตอนน้ำลด

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 2007 คือปีที่ฟองสบู่บ้านในอเมริกาเริ่มแตกจริงจัง บัฟเฟตต์เขียนไว้ตรงๆ ว่าตอนนี้ "จะรู้ว่าใครว่ายน้ำแก้ผ้าอยู่ก็ตอนน้ำลด" ซึ่งกลายเป็นประโยคที่คนพูดถึงกันมาจนถึงทุกวันนี้ ปีเดียวกันนี้ Berkshire ก็ปิดดีลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัทตอนคริสต์มาส แถมบัฟเฟตต์ยังใจกล้าพอจะสารภาพความผิดพลาดของตัวเองแบบไม่กั๊กด้วย

ตอนน้ำลด เราจะเห็นว่าใครว่ายน้ำแก้ผ้าอยู่

บัฟเฟตต์เล่าว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของ Berkshire ไปได้สวยในปี 2007 ยกเว้นกลุ่มที่เกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เช่น ธุรกิจอิฐ พรม และนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ที่เริ่มสะดุด แต่สิ่งที่เขาเป็นห่วงมากกว่านั้นคือสถาบันการเงินใหญ่ๆ ที่กำลังเจอปัญหาหนักจากการปล่อยกู้แบบหย่อนยานที่เขาเคยเตือนไว้ตั้งแต่ปีก่อน

เขาอ้างคำพูดของซีอีโอ Wells Fargo ที่บอกว่า "แปลกดีที่วงการนี้คิดค้นวิธีเสียเงินแบบใหม่ๆ ได้ ทั้งที่วิธีเก่าก็ใช้ได้ดีอยู่แล้ว" แล้วบัฟเฟตต์ก็อธิบายต่อว่าคนอเมริกันเชื่อกันไปหมดว่าราคาบ้านจะขึ้นตลอดกาล ทำให้แบงก์ปล่อยกู้ง่ายจนลืมเช็คว่าคนกู้มีรายได้พอจะผ่อนไหม สุดท้ายก็มาถึงประโยคเด็ดที่ว่า "จะรู้ว่าใครว่ายน้ำแก้ผ้าอยู่ก็ตอนน้ำลดเท่านั้นแหละ" ซึ่งเป็นการเตือนว่าตอนตลาดขาขึ้น ทุกคนดูดีไปหมด แต่พอเศรษฐกิจแย่ลง ความมั่วของแต่ละคนถึงจะโผล่ออกมาให้เห็น

ดีลคริสต์มาสจากแฟกซ์ปี 1954 ที่รอมา 50 ปี

เรื่องนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 1954 ตอนบัฟเฟตต์อายุยังน้อย ทำงานให้ Ben Graham แล้วถูกส่งไปประชุมผู้ถือหุ้นบริษัทช็อกโกแลตแห่งหนึ่ง ที่นั่นเขาได้เจอ Jay Pritzker นักธุรกิจอัจฉริยะที่ทำดีลแปลกๆ จนบัฟเฟตต์ประทับใจและติดตามผลงานของตระกูล Pritzker มาตลอด หลาย 10 ปีต่อมา ตระกูล Pritzker ตัดสินใจทยอยขายกิจการบางส่วน รวมถึง Marmon Group บริษัทที่มีธุรกิจในเครือกว่า 125 แห่ง และวันคริสต์มาสปี 2007 บัฟเฟตต์กับ Charlie Munger ก็เซ็นสัญญาซื้อ Marmon ได้สำเร็จ ถือเป็นการซื้อกิจการด้วยเงินสดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ Berkshire ตอนนั้น

สิ่งที่น่าสนใจคือดีลนี้ปิดกันแบบไม่มีที่ปรึกษามาช่วยต่อรองยิบย่อย เพราะทั้งสองฝ่ายเชื่อใจกันแบบเก่า บัฟเฟตต์บอกว่านี่คือดีลที่ "Jay คงชอบ" เพราะทำแบบตรงไปตรงมา ไม่มีการเจรจาต่อรองแบบเจ้าเล่ห์ ต่างจากดีลใหญ่ๆ อีกหลายดีลในปีนั้นที่ถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนเงื่อนไขกันวุ่นวายเพราะตลาดปั่นป่วน

See's Candy ธุรกิจในฝัน กับความผิดพลาดที่กล้าสารภาพ

บัฟเฟตต์ใช้ See's Candy เป็นตัวอย่างธุรกิจในฝัน เขาซื้อมาในราคา 25 ล้านดอลลาร์ ตอนนั้นมีกำไรก่อนภาษีไม่ถึง 5 ล้าน แต่ใช้เงินลงทุนเพิ่มแค่ 8 ล้านดอลลาร์เพื่อดำเนินธุรกิจ ผ่านมาหลายสิบปี See's มียอดขายกว่า 383 ล้านดอลลาร์ กำไรก่อนภาษี 82 ล้าน แต่ต้องลงทุนเพิ่มแค่ 32 ล้านดอลลาร์เท่านั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เงินกำไรที่เหลือทั้งหมดถูกส่งกลับมาให้ Berkshire ไปซื้อธุรกิจอื่นต่อ นี่คือตัวอย่างของธุรกิจที่สร้างเงินสดได้เยอะโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก ต่างจากธุรกิจที่ต้องเทเงินเข้าไปเรื่อยๆ เพื่อให้โตต่อ อย่างสายการบินที่บัฟเฟตต์บอกว่าเป็นธุรกิจที่แย่ที่สุด เพราะต้องการเงินทุนมหาศาลแต่กำไรน้อยหรือแทบไม่มี

ที่น่าทึ่งคือบัฟเฟตต์กล้าเปิดใจเล่าความผิดพลาดของตัวเองแบบไม่อาย เขาเคยเกือบพลาดดีล See's เพราะดื้อไม่ยอมจ่ายเกิน 25 ล้าน โชคดีที่ผู้ขายยอมลดราคาให้ แต่ที่แย่กว่านั้นคือตอนเพื่อนสนิทชวนให้ซื้อสถานีโทรทัศน์ในราคาถูกมาก บัฟเฟตต์ปฏิเสธไปเฉยๆ ทั้งที่รู้ว่าธุรกิจนี้ดีมาก สุดท้ายสถานีนั้นทำกำไรไปแล้วกว่าพันล้านดอลลาร์ให้เจ้าของคนอื่น เขายังเล่าถึงดีลซื้อบริษัทรองเท้า Dexter ที่จ่ายด้วยหุ้น Berkshire ซึ่งภายหลังกลายเป็นความผิดพลาดที่แพงที่สุดในชีวิตการลงทุนของเขา เพราะมูลค่าหุ้นที่จ่ายไปกลายเป็นมูลค่ามหาศาลกว่าที่ตั้งใจไว้มาก

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ตอนทุกอย่างดูดี ให้ระวังเป็นพิเศษ — ช่วงตลาดขาขึ้นหรือเศรษฐกิจดูสดใส เป็นช่วงที่ความเสี่ยงแอบซ่อนอยู่มากที่สุด เพราะไม่มีใครอยากเป็นคนแรกที่บอกว่า "เอ๊ะ อันนี้มันเสี่ยงเกินไปนะ"
  2. ธุรกิจที่สร้างเงินสดได้โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มเยอะ คือของดี — ก่อนดูว่าบริษัทไหนน่าสนใจ ลองดูว่ากำไรที่ได้มาต้องแลกกับการลงทุนซ้ำมากแค่ไหน ยิ่งใช้เงินน้อยยิ่งดี
  3. ยอมรับความผิดพลาดตรงๆ ดีกว่าแก้ตัว — ทุกคนพลาดได้ แม้แต่บัฟเฟตต์ สิ่งสำคัญคือจดจำบทเรียนจากมันและไม่ปล่อยให้อีโก้บังตาจนแก้ไขไม่ทัน

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2007 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2007 ผู้อ่านควรพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ