ปี 2006 บัฟเฟตต์อายุ 76 ปี และเขียนไว้ตรงๆ ในจดหมายว่า "สุขภาพยังดีเยี่ยมตามทุกตัวชี้วัด ว่ากันว่าเชอร์รี่โค้กกับแฮมเบอร์เกอร์ทำอะไรให้คนเราได้เยอะจริงๆ" แต่ปีนี้คือปีที่เขาเริ่มพูดถึงสองเรื่องใหญ่ที่จะกำหนดอนาคตของ Berkshire อย่างจริงจังเป็นครั้งแรก คือใครจะมาเป็นผู้นำต่อจากเขา และเงินก้อนมหาศาลที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตจะไปอยู่ที่ไหน
แผนหาคนมาแทน: ไม่ใช่แค่ฉลาด แต่ต้องมี "ยีนหลีกเลี่ยงความเสี่ยง"
บัฟเฟตต์เปิดเผยว่าคณะกรรมการบริษัทรู้แล้วว่าใครจะมาแทนตำแหน่ง CEO ของเขาถ้าเกิดอะไรขึ้นคืนนี้ โดยมีผู้สมัครที่เหมาะสมสามคนซึ่งอายุน้อยกว่าเขามาก แต่สิ่งที่เขากังวลกว่าคือตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการลงทุน เพราะ Lou Simpson ผู้จัดการพอร์ตหุ้นของ GEICO ที่เป็นตัวเลือกสำรองมานาน ก็อายุน้อยกว่าเขาแค่ 6 ปีเท่านั้น เขาจึงประกาศแผนจ้างคนรุ่นใหม่มาฝึกเป็นหัวหน้าฝ่ายลงทุนในอนาคต
สิ่งที่น่าสนใจคือเกณฑ์ที่เขาใช้เลือกคนไม่ใช่แค่ "ฉลาดและมีผลงานดี" เขาเขียนว่า "เราต้องการคนที่ถูกโปรแกรมมาโดยธรรมชาติให้รู้จักสังเกตและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงร้ายแรง รวมถึงความเสี่ยงที่ไม่เคยพบมาก่อน" เพราะความผิดพลาดใหญ่เพียงครั้งเดียวสามารถล้างผลงานที่ดีต่อเนื่องมาหลายปีได้หมด เขายังยกตัวอย่าง Lou Simpson ที่แม้จะสามารถออกไปบริหารเงินก้อนใหญ่กว่าที่อื่นพร้อมค่าตอบแทนดีกว่าได้ตลอดหลายสิบปี แต่ไม่เคยคิดจะย้ายเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากพอๆ กับความฉลาด
ยกหุ้นเกือบทั้งหมดให้การกุศล โดยตั้งเงื่อนไขว่าห้ามเก็บไว้นาน
ปีนี้บัฟเฟตต์ประกาศว่าได้จัดสรรหุ้น Berkshire ส่วนใหญ่ของตัวเองไปให้มูลนิธิการกุศลห้าแห่งแล้ว และในพินัยกรรมก็ระบุไว้ว่าหุ้นที่เหลือทั้งหมดเมื่อเขาเสียชีวิตต้องถูกใช้เพื่อการกุศลภายใน 10 ปีหลังจากจัดการมรดกเสร็จ เขาอธิบายเหตุผลที่ไม่ต้องการตั้งมูลนิธิถาวรแบบอยู่ไปเรื่อยๆ ว่า อยากให้เงินถูกใช้เร็วโดยคนที่เขารู้จักและเชื่อว่ามีความสามารถและแรงจูงใจตอนนี้ ไม่ใช่รอให้คนรุ่นหลังที่ไม่มีแรงกดดันจากตลาดมาตัดสินใจแทน เขาเน้นว่าการตัดสินใจนี้ไม่เกี่ยวกับเรื่องภาษีเลยแม้แต่น้อย เพราะภาษีที่เขาต้องจ่ายในปีนั้นเท่ากันไม่ว่าจะบริจาคหรือไม่บริจาค
Blue Chip Stamps: ธุรกิจที่ยอดขายหดจาก 126 ล้าน เหลือ 25,920 ดอลลาร์
บัฟเฟตต์แทรกเรื่องขำขันเกี่ยวกับความผิดพลาดของตัวเอง เล่าว่าปี 1970 เขากับ Charlie Munger ตื่นเต้นกับไอเดีย "reward program" ก่อนที่สายการบินหรือบัตรเครดิตจะทำแบบนี้เสียอีก โดยเข้าไปซื้อกิจการแสตมป์สะสมแต้ม Blue Chip Stamps ที่ตอนนั้นมียอดขาย 126 ล้านดอลลาร์ แต่นับตั้งแต่วันที่เขาเข้าไปบริหาร ธุรกิจกลับดิ่งลงเรื่อยๆ จาก 126 ล้านเหลือ 19.4 ล้านในปี 1980 เหลือ 1.5 ล้านในปี 1990 และปีล่าสุดเหลือรายได้แค่ 25,920 ดอลลาร์เท่านั้น จากรายได้รวมของ Berkshire ทั้งบริษัทที่ 98,000 ล้านดอลลาร์ เขาเขียนติดตลกปิดท้ายว่า "Charlie กับผมยังไม่ยอมแพ้ สู้ต่อไป"
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- วางแผนล่วงหน้าสำหรับวันที่เราไม่อยู่จัดการเองแล้ว — ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจหรือพอร์ตส่วนตัว การมีแผนสืบทอดหรือแผนส่งต่อทรัพย์สินที่ชัดเจนล่วงหน้า ช่วยลดความเสี่ยงและความสับสนให้คนข้างหลังได้มาก
- ความสามารถในการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงสำคัญพอๆ กับความสามารถในการหากำไร — เวลาเลือกที่ปรึกษาการเงินหรือประเมินตัวเอง อย่ามองแค่ผลตอบแทนที่ผ่านมา ให้ดูด้วยว่าเคยรอดจากความเสี่ยงใหญ่ๆ มาได้อย่างไร เพราะความผิดพลาดครั้งเดียวอาจล้างผลงานทั้งหมด
- ยอมรับความผิดพลาดแบบไม่เก็บกด — เรื่อง Blue Chip Stamps สอนว่าแม้แต่บัฟเฟตต์เองก็มีการลงทุนที่ล้มเหลวยาวนานหลายสิบปี การพูดถึงมันอย่างเปิดเผยและไม่ยึดติด ดีกว่าการฝืนแก้ตัวหรือโยนความผิดให้คนอื่น
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2006 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2006 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน