หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 2004: บริษัทที่ยอมรายได้หดตัว 14 ปีติด เพื่อไม่ขายของถูกเกินราคา

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 2004 มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของ Berkshire โต 10.5% แพ้ S&P 500 ที่โต 10.9% เล็กน้อย บัฟเฟตต์ยอมรับตรงๆ ว่าตัวเขาเองทำงานได้ไม่ดีพอในปีนี้ เพราะหาธุรกิจใหญ่ๆ มาซื้อไม่ได้เลย จน Berkshire นั่งทับเงินสดกว่า 43,000 ล้านดอลลาร์แบบไม่ได้ใช้งาน จดหมายปีนี้เขาเลือกเล่าเรื่องราวของ National Indemnity บริษัทลูกที่สอนบทเรียนเรื่องวินัยได้ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกธุรกิจ

14 ปีที่ยอดขายหดตัวต่อเนื่อง เพราะไม่ยอมขายถูก

บัฟเฟตต์เล่าประวัติของ National Indemnity Company (NICO) บริษัทประกันภัยที่ Berkshire ซื้อมาตั้งแต่ปี 1967 เขาชี้ตารางตัวเลขที่น่าทึ่งมาก คือช่วงปี 1986 ถึง 1999 เบี้ยประกันที่ NICO เขียนได้ลดลงต่อเนื่องยาวนานถึง 14 ปี จากระดับ 366 ล้านดอลลาร์ในปี 1986 เหลือเพียง 54.5 ล้านดอลลาร์ในปี 1999 ไม่ใช่เพราะหาลูกค้าไม่ได้ แต่เพราะคู่แข่งพร้อมตัดราคาต่ำกว่าต้นทุนความเสี่ยงจริง และ NICO เลือกที่จะ "เสียลูกค้าไป" ดีกว่าเขียนกรมธรรม์ที่ตั้งราคาผิด บัฟเฟตต์เขียนว่า "เราไม่เคยทิ้งลูกค้า แต่ลูกค้าทิ้งเราไป"

เขาอธิบายว่าธุรกิจอเมริกันส่วนใหญ่มี "แรงกดดันเชิงสถาบัน" (institutional imperative) ที่ต่อต้านการปล่อยให้ยอดขายหดตัวต่อเนื่อง เพราะกลัวต้องเลิกจ้างพนักงาน แต่ที่ NICO ผู้บริหารสัญญากับพนักงานไว้ว่าจะไม่มีใครถูกไล่ออกเพราะยอดขายลด เพื่อไม่ให้พนักงานรู้สึกกดดันจนต้องยอมรับกรมธรรม์ที่ตั้งราคาผิดเพื่อรักษาปริมาณงานไว้

โครงการสังกะสีที่พังเพราะ "โซ่ข้อเดียว"

บัฟเฟตต์เล่าความผิดพลาดของตัวเองแบบตรงไปตรงมา คือโครงการสกัดสังกะสีจากน้ำเกลือใต้ดินของ MidAmerican Energy ที่เริ่มปี 1998 ใช้เวลาหลายปีพยายามแก้ปัญหาทางเทคนิคทีละจุด แต่สุดท้ายเดือนกันยายนปีนั้นก็ต้องยอมเลิกโครงการทั้งหมด เขาสรุปบทเรียนด้วยตัวเลขง่ายๆ ว่า ถ้าการตัดสินใจต้องพึ่งตัวแปรเดียวที่มีโอกาสสำเร็จ 90% โอกาสสำเร็จโดยรวมก็คือ 90% แต่ถ้าต้องพึ่งตัวแปรอิสระ 10 ตัว แต่ละตัวมีโอกาสสำเร็จ 90% เท่ากัน โอกาสสำเร็จโดยรวมจะเหลือแค่ 35% เขาสรุปว่า "โซ่จะแข็งแรงเท่ากับข้อที่อ่อนที่สุดเท่านั้น จึงควรมองหาโครงการที่มีโซ่ข้อเดียว"

คำแนะนำสั้นๆ ถึงนักลงทุนทั่วไป

บัฟเฟตต์เขียนถึงนักลงทุนรายย่อยว่าตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอเมริกาให้ผลตอบแทนเฉลี่ยรวมเงินปันผลปีละ 11.2% ซึ่งถ้าใครแค่ถือกองทุนดัชนี (index fund) เฉยๆ โดยไม่แตะต้องเลย ก็ควรได้ผลตอบแทนใกล้เคียงนั้น แต่นักลงทุนจำนวนมากกลับได้ผลตอบแทนแย่กว่ามาก เพราะสามสาเหตุหลัก คือ ต้นทุนสูงจากการซื้อขายบ่อยเกินไป การตัดสินใจตามกระแสข่าวลือแทนการวิเคราะห์ธุรกิจจริงจัง และการเข้าออกตลาดผิดจังหวะ เขาทิ้งท้ายประโยคที่กลายเป็นคำคมที่ถูกอ้างถึงบ่อยมากว่า นักลงทุนควร "กลัวเมื่อคนอื่นโลภ และโลภเมื่อคนอื่นกลัว"

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ยอมเสียส่วนแบ่งตลาด ดีกว่ายอมขายของราคาผิด — บทเรียนจาก NICO บอกว่าการรักษาวินัยด้านราคา/มูลค่าสำคัญกว่าการรักษาปริมาณหรือส่วนแบ่งตลาด แม้ต้องเจ็บตัวระยะสั้นก็ตาม
  2. ยิ่งมีเงื่อนไขต้องพึ่งพากันเยอะ ยิ่งเสี่ยงเยอะ — ก่อนลงทุนในธุรกิจหรือโครงการที่ซับซ้อน ลองนับดูว่ามีกี่ปัจจัยที่ต้องสำเร็จพร้อมกันถึงจะได้ผลตอบแทนตามคาด ยิ่งเยอะยิ่งควรระวัง
  3. ต้นทุนซื้อขายบ่อยๆ กัดกินผลตอบแทนมากกว่าที่คิด — ถ้าไม่มีเหตุผลที่ดีพอในการซื้อขาย การถือยาวแบบเรียบง่ายมักให้ผลตอบแทนดีกว่าการพยายามจับจังหวะตลาดบ่อยๆ

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2004 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2004 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ