หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 2002: “อาวุธทำลายล้างทางการเงิน” กับหญิงสาวที่ยืมเงิน 3,000 ดอลลาร์ปั้นธุรกิจ 700 ล้าน

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 2002 Berkshire ฟื้นตัวกลับมาแรง กำไรสุทธิเพิ่มมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น 10% สวนทาง S&P 500 ที่ร่วงไป 22.1% แต่สิ่งที่ทำให้จดหมายปีนี้กลายเป็นตำนานไม่ใช่ตัวเลข — มันคือประโยคหนึ่งที่บัฟเฟตต์เขียนถึงอนุพันธ์ทางการเงิน (derivatives) ว่าเป็น "อาวุธทำลายล้างทางการเงิน" (financial weapons of mass destruction) ประโยคที่ถูกอ้างถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจนถึงทุกวันนี้

อนุพันธ์ (Derivatives): ระเบิดเวลาที่มองไม่เห็นไส้ใน

บัฟเฟตต์อธิบายว่าอนุพันธ์คือสัญญาที่ผูกมูลค่ากับตัวแปรอ้างอิงในอนาคต และปัญหาใหญ่คือการบันทึกบัญชีแบบ "mark-to-model" ที่ใช้เมื่อไม่มีตลาดจริงให้อ้างอิงราคา ซึ่งเปิดช่องให้บริษัทประเมินกำไรตามใจชอบ เขาเล่าว่าตอน Berkshire ซื้อ General Re มาด้วย ก็ได้ธุรกิจอนุพันธ์ชื่อ General Re Securities ติดมาด้วยทั้งที่ไม่ต้องการ พยายามขายทิ้งแต่ขายไม่ออก สุดท้ายต้องค่อยๆ ปิดกิจการทีละสัญญา ซึ่งเขาเปรียบว่า "เหมือนนรก เข้าง่ายแต่ออกยากแทบเป็นไปไม่ได้"

เขาชี้ให้เห็นความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) ว่าความเสี่ยงด้านเครดิตกระจุกตัวอยู่ในมือดีลเลอร์อนุพันธ์ไม่กี่ราย ที่เทรดกันเองไปมา ถ้าฝ่ายหนึ่งมีปัญหา ก็อาจลามไปทั้งระบบเหมือนโดมิโน่ พร้อมยกตัวอย่างวิกฤต Long-Term Capital Management ปี 1998 ที่เกือบสั่นคลอนตลาดการเงินทั้งระบบ ก่อนจะสรุปว่า "Charlie และผมเชื่อว่า Berkshire ควรเป็นป้อมปราการทางการเงิน... อนุพันธ์คืออาวุธทำลายล้างทางการเงิน ที่แม้วันนี้จะยังแฝงตัวเงียบๆ แต่มีศักยภาพถึงตายได้"

General Re: ตอนที่บัฟเฟตต์ยอมรับว่า "ผมคิดผิดถนัด"

บัฟเฟตต์เขียนยอมรับตรงๆ ว่าตอนตัดสินใจซื้อ General Re ปี 1998 เขาเชื่อว่าบริษัทยึดหลักการรับประกันภัยอย่างมีวินัยมาตลอด แต่ "ผมคิดผิดถนัด" (I was dead wrong) เพราะวัฒนธรรมองค์กรของ General Re เปลี่ยนไปโดยที่ทั้งฝ่ายบริหารและตัวเขาเองไม่รู้ตัว จนสะสมความเสี่ยงมหาศาลแบบไม่ได้ตั้งราคาชดเชยไว้เลย เขาใช้เวลาทั้งปี 2002 ในการแก้ไขปัญหานี้ผ่านทีมผู้บริหารใหม่ และต้องบันทึกค่าใช้จ่ายย้อนหลังเพิ่มอีก 1.31 พันล้านดอลลาร์เพื่อแก้ไขการประเมินสำรองที่ผิดพลาดในอดีต

หญิงสาวยืมเงิน 3,000 ดอลลาร์ กับกิจการที่โตเป็น 700 ล้าน

ท่ามกลางเรื่องหนักๆ เรื่องอนุพันธ์และประกันภัย บัฟเฟตต์แทรกเรื่องราวที่อบอุ่นของ The Pampered Chef ธุรกิจขายเครื่องครัวที่ Berkshire ซื้อมาในปี 2002 ผู้ก่อตั้งชื่อ Doris Christopher เคยเป็นครูสอนวิชาคหกรรมวัย 34 ปีที่ชานเมืองชิคาโก มีลูกเล็กสองคน ไม่มีพื้นฐานธุรกิจเลย เธอกู้เงิน 3,000 ดอลลาร์จากกรมธรรม์ประกันชีวิตของตัวเอง ไปซื้อเครื่องครัวมาตั้งต้นธุรกิจในห้องใต้ดินบ้าน ขับรถไปพรีเซนต์สินค้ารอบแรก ระหว่างทางเกือบขับรถกลับบ้านเพราะไม่มั่นใจตัวเอง แต่สุดท้ายขายได้ 175 ดอลลาร์ในคืนนั้น และ 22 ปีต่อมา ธุรกิจของเธอโตเป็นยอดขายกว่า 700 ล้านดอลลาร์ต่อปี ผ่านที่ปรึกษาขายกว่า 67,000 คนทั่วประเทศ

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ถ้าไม่เข้าใจว่าสินทรัพย์ตัวไหนสร้างกำไรได้ยังไง อย่าไปยุ่งกับมัน — บัฟเฟตต์บอกตรงๆ ว่าเขากับ Charlie อ่านหมายเหตุประกอบงบเรื่องอนุพันธ์ของธนาคารใหญ่ๆ แล้วยังไม่เข้าใจว่าความเสี่ยงจริงๆ มีเท่าไหร่ ถ้าคนระดับนี้ยังงงได้ นักลงทุนทั่วไปยิ่งต้องระวังผลิตภัณฑ์การเงินที่ซับซ้อนเกินความเข้าใจของตัวเอง
  2. ยอมรับความผิดพลาดเร็ว ดีกว่าปล่อยให้มันลุกลาม — การที่บัฟเฟตต์ยอมรับตรงๆ ว่าประเมิน General Re ผิด แล้วรีบแก้ไขทันที เป็นตัวอย่างที่ดีของการจัดการพอร์ตของเราเองด้วย เจอการลงทุนที่ผิดพลาดแล้วอย่ายึดติด รีบทบทวนและแก้ไข
  3. ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องหวือหวา — เรื่องราวของ The Pampered Chef สอนว่าธุรกิจที่เริ่มต้นเล็กๆ จากเงินไม่กี่พันดอลลาร์ ถ้าโมเดลดีและมีผู้บริหารที่ใส่ใจจริง ก็เติบโตเป็นกิจการขนาดใหญ่ได้โดยไม่ต้องพึ่งกระแสหรือเทคโนโลยีล้ำยุคอะไรเลย

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2002 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2002 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ