ปี 2001 คือปีที่ Berkshire Hathaway ขาดทุนสุทธิ 3.77 พันล้านดอลลาร์ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น (book value) ลดลง 6.2% ซึ่งเป็นปีที่แย่เป็นอันดับต้นๆ ในประวัติศาสตร์บริษัท สาเหตุหลักไม่ใช่การลงทุนพลาด แต่คือเหตุการณ์ 9/11 ที่ถล่มธุรกิจประกันภัยของ Berkshire อย่างจัง บัฟเฟตต์เขียนจดหมายปีนี้ด้วยน้ำเสียงที่ตรงไปตรงมาผิดปกติ ยอมรับว่าตัวเองพลาดจริงๆ และเล่าถึงบทเรียนราคาแพงที่เขาเรียกว่า "กฎของโนอาห์" (the Noah rule)
พยากรณ์ฝนไม่นับ ต้องต่อเรือถึงจะนับ
บัฟเฟตต์เล่าตรงๆ ว่าธุรกิจประกันภัยของ Berkshire โดยเฉพาะ General Re มีความเสี่ยงสะสม (aggregation of risk) จากการก่อการร้ายที่สูงเกินไปมานานแล้ว และเขาก็รู้ตัวเรื่องนี้ก่อน 9/11 ด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้ลงมือแก้ไข เขาเขียนว่า "ผมละเมิดกฎของโนอาห์: พยากรณ์ว่าฝนจะตกไม่มีความหมายอะไร ต้องลงมือต่อเรือถึงจะนับ" (Predicting rain doesn't count; building arks does)
ผลจากความประมาทนี้คือต้นทุนการถือเงินลอย (float) ของ Berkshire ในปี 2001 พุ่งไปถึง 12.8% ซึ่งแพงที่สุดตั้งแต่ปี 1984 ครึ่งหนึ่งของความเสียหายมาจากการประเมินความเสี่ยงจากผู้ก่อการร้ายผิดพลาดที่ General Re เขาอธิบายหลักการรับประกันภัยสามข้อที่ Berkshire ยึดถือมาตลอด — รับความเสี่ยงเฉพาะที่ประเมินได้ ควบคุมความเสี่ยงสะสมไม่ให้กระทบความอยู่รอด และหลีกเลี่ยงคู่สัญญาที่มีความเสี่ยงด้านจริยธรรม — แล้วยอมรับว่า General Re ทำผิดกฎข้อ 1 และข้อ 2 ไปพร้อมกัน
มองอดีต (experience) อย่างเดียวอาจอันตรายกว่าที่คิด
ประเด็นที่บัฟเฟตต์ย้ำหนักมากในจดหมายปีนี้คือความแตกต่างระหว่างการตั้งราคาประกันภัยจาก "ประสบการณ์ในอดีต" (experience) กับการตั้งราคาจาก "ความเสี่ยงที่แท้จริง" (exposure) เขายกตัวอย่างว่าอุตสาหกรรมประกันภัยทั้งหมดเคยตั้งราคาความเสี่ยงจากการก่อการร้ายโดยมองแค่สถิติพายุ ไฟไหม้ แผ่นดินไหว แต่ไม่เคยรวมความเสี่ยงจากการโจมตีขนาดใหญ่แบบ 9/11 เข้าไปเลย เพราะในอดีตมันไม่เคยเกิดขึ้น ผลคือทั้งอุตสาหกรรมรับความเสี่ยงมหาศาลโดยไม่ได้เก็บเบี้ยประกันชดเชยความเสี่ยงนั้นเลยแม้แต่บาทเดียว
เขายังพูดถึงเรื่องธรรมาภิบาลบริษัทแบบแซะๆ ในบรรยากาศหลังเคส Enron โดยเล่ามุกที่ได้ยินมาว่า มี CEO คนหนึ่งถูกถามในงานปาร์ตี้ว่าอยากได้อะไรที่สุด เขาตอบทันทีไม่ลังเลว่า "รีไพรซ์ (repricing) ออปชันหุ้นของผม" สะท้อนว่าตอนนั้นผู้บริหารหลายคนเห็นผู้ถือหุ้นเป็นแค่ "แขก" ไม่ใช่ "หุ้นส่วน" ท่ามกลางเรื่องราวหนักๆ นี้ Berkshire ยังเดินหน้าซื้อกิจการต่อเนื่อง เช่น ดีล XTRA ที่ปิดดีลในวันที่ 11 กันยายนพอดี ซึ่ง CEO ของ XTRA มีลูกเขยทำงานอยู่ใน World Trade Center และรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด
เขียนคำเดิมใหม่ให้ตรงความจริง: "loss development" ที่จริงคือ "โอ๊ะ"
บัฟเฟตต์วิจารณ์ศัพท์บัญชีประกันภัยที่ใช้กันทั่วไปอย่างคำว่า "loss development" (การพัฒนาของความเสียหาย) ว่าเป็นคำที่บิดเบือนความจริง เพราะฟังดูเหมือนความเสียหายเพิ่งเกิดขึ้นเอง ทั้งที่จริงๆ มันคือความผิดพลาดของฝ่ายบริหารที่ประเมินสำรองเคลมไว้ต่ำเกินไปตั้งแต่ต้น เขาเสนอให้เปลี่ยนชื่อเป็น "ต้นทุนความเสียหายที่เราไม่รู้ตัวว่าเกิดขึ้นแล้ว" หรือพูดง่ายๆ คือ "โอ๊ะ" (oops) กรณีนี้เกิดขึ้นจริงที่ General Re ซึ่งต้องบันทึกค่าใช้จ่ายย้อนหลังถึง 800 ล้านดอลลาร์ในปี 2001 เพราะประเมินสำรองผิดมาหลายปีติดต่อกัน
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- รู้ว่าเสี่ยงอะไรอยู่ ดีกว่ารู้ว่าเคยเกิดอะไรมาก่อน — ข้อมูลในอดีตช่วยได้ แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ความเสี่ยงที่ไม่เคยเกิดในอดีตไม่ได้แปลว่าจะไม่เกิดในอนาคต การประเมินความเสี่ยงที่แท้จริงสำคัญกว่าการดูสถิติย้อนหลังอย่างเดียว
- รู้ปัญหาแล้วไม่ลงมือแก้ ก็เหมือนไม่รู้ — บัฟเฟตต์เองก็ยังพลาดได้ถ้ารู้ว่ามีความเสี่ยงแต่ไม่รีบจัดการ กฎของโนอาห์ใช้ได้กับพอร์ตของเราเหมือนกัน ถ้ารู้ว่าพอร์ตกระจุกตัวเกินไปหรือเสี่ยงเกินรับได้ อย่ารอให้ฝนตกก่อนค่อยต่อเรือ
- ใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมากับตัวเอง — เวลาขาดทุนหรือประเมินผิด อย่าเรียกมันด้วยศัพท์สวยหรูจนหลอกตัวเองว่าไม่ใช่ความผิดพลาด ยอมรับตรงๆ แล้วแก้ไข จะทำให้ตัดสินใจครั้งต่อไปแม่นขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2001 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2001 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน