ปี 2000 คือปีที่ฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยี (dot-com) เริ่มแตก ตอนที่ทุกคนยังบ้าคลั่งกับหุ้นอินเทอร์เน็ตในปีก่อนหน้า บัฟเฟตต์เขียนเตือนไว้ตรงๆ ว่านี่คืองานปาร์ตี้ที่จัดขึ้นในห้องที่นาฬิกาไม่มีเข็ม ไม่มีใครรู้ว่าเมื่อไหร่ฟักทองจะกลับมาเป็นฟักทอง ปีนี้เขายังหยิบสูตรลงทุนอายุ 2,600 ปีของอีสปมาอธิบายว่าการลงทุนที่แท้จริงคืออะไร และเล่าดีลซื้อกิจการที่มาจากแฟกซ์ของคนแปลกหน้าอีกครั้ง
นกในมือหนึ่งตัว ดีกว่านกในพุ่มไม้สองตัว
บัฟเฟตต์อธิบายว่าสูตรประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทุกชนิดไม่เคยเปลี่ยนเลยตั้งแต่ถูกวางไว้เมื่อประมาณ 600 ปีก่อนคริสตกาลโดยอีสป นักเล่านิทานที่ทิ้งคำสอนไว้ว่า "นกในมือหนึ่งตัว ดีกว่านกในพุ่มไม้สองตัว" เขาบอกว่าคำถามที่ต้องตอบให้ได้มีแค่ 3 ข้อ คือ เรามั่นใจแค่ไหนว่าในพุ่มไม้นั้นมีนกจริง นกจะออกมาเมื่อไหร่และมีกี่ตัว และอัตราดอกเบี้ยไร้ความเสี่ยงตอนนั้นเท่าไหร่ ถ้าตอบได้ทั้งสามข้อ ก็จะรู้ว่าพุ่มไม้นั้นมีมูลค่าสูงสุดเท่าไหร่ และควรยอมจ่ายนกในมือกี่ตัวเพื่อแลกมา
เขาย้ำว่าตัวเลขอย่างอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) หรืออัตราการเติบโต ไม่มีความหมายอะไรเลยนอกจากเป็นเบาะแสช่วยประเมินว่าเงินสดจะไหลเข้าออกจากธุรกิจเมื่อไหร่และเท่าไหร่ การเติบโตอาจทำลายมูลค่าได้ด้วยซ้ำ ถ้าต้องใช้เงินสดจำนวนมากในช่วงแรกๆ มากกว่ามูลค่าปัจจุบันของเงินสดที่จะได้คืนในอนาคต เขาบอกว่าคนที่พูดถึง "หุ้นเติบโต" กับ "หุ้นคุณค่า" เหมือนเป็นสองสไตล์ที่ตรงข้ามกัน กำลังแสดงความไม่รู้มากกว่าความเชี่ยวชาญ เพราะการเติบโตก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งของสมการมูลค่าเท่านั้นเอง
ห้องเต้นรำที่นาฬิกาไม่มีเข็ม
บัฟเฟตต์วิจารณ์กระแสหุ้นเทคโนโลยีในตอนนั้นตรงๆ ว่าไม่มีอะไรทำให้คนขาดสติได้เท่ากับเงินที่ได้มาง่ายๆ เขาเปรียบนักลงทุนที่ยังเข้าไปเล่นในตลาดหุ้นราคาแพงเกินจริงกับซินเดอเรลล่าที่รู้ตัวดีว่าอยู่งานเลี้ยงนานเกินไปจะทำให้รถกลายเป็นฟักทอง แต่ก็ไม่อยากพลาดแม้แต่นาทีเดียวของงานปาร์ตี้สุดมันส์ ทุกคนวางแผนจะออกจากงานก่อนเที่ยงคืนแค่ไม่กี่วินาที ปัญหาคือพวกเขากำลังเต้นรำอยู่ในห้องที่นาฬิกาไม่มีเข็มเลย
เขายังอ้างผลสำรวจจาก Paine Webber-Gallup ที่ทำในเดือนธันวาคม 1999 ถามนักลงทุนว่าคาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีในสิบปีข้างหน้าเท่าไหร่ คำตอบเฉลี่ยอยู่ที่ 19% ต่อปี ซึ่งบัฟเฟตต์บอกว่าเป็นความคาดหวังที่ไร้เหตุผลสิ้นเชิง เพราะธุรกิจอเมริกาทั้งหมดรวมกันก็ไม่มีทาง "มีนกในพุ่มไม้" มากพอจะให้ผลตอบแทนขนาดนั้นได้ เขาย้ำว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนั้นไม่ใช่การสร้างมูลค่าใหม่ แต่เป็นการโยกย้ายความมั่งคั่งจากกระเป๋าของนักลงทุนทั่วไปไปสู่กระเป๋าของคนที่ขายหุ้นให้พวกเขา
ดีลจากแฟกซ์ของคนแปลกหน้า และธุรกิจ "อิฐ พรม ฉนวนกันความร้อน สี"
ท่ามกลางกระแสหุ้นเทคโนโลยีที่ร้อนแรง Berkshire กลับเดินสวนทางไปซื้อกิจการที่ฟังดูธรรมดามากๆ บัฟเฟตต์เขียนติดตลกว่า "เราก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ด้วยการเข้าสู่อุตสาหกรรมสุดล้ำอย่างอิฐ พรม ฉนวนกันความร้อน และสี ลองพยายามควบคุมความตื่นเต้นของตัวเองดูนะ" ดีลซื้อ Justin Industries ผู้ผลิตรองเท้าบู๊ตและอิฐรายใหญ่ในเท็กซัส ก็เริ่มต้นจากแฟกซ์ของคนแปลกหน้าชื่อ Mark Jones ที่เสนอให้ Berkshire เข้าร่วมกลุ่มซื้อกิจการปริศนา สุดท้ายกลายเป็นดีลมูลค่า 570 ล้านดอลลาร์
อีกดีลหนึ่งคือ CORT Business Services ธุรกิจให้เช่าเฟอร์นิเจอร์สำนักงาน ก็เริ่มจากแฟกซ์หน้าเดียวของนายหน้าขายเครื่องบินที่ไม่ได้ติดต่อบัฟเฟตต์มาสิบปีแล้ว แนบข่าวจากหนังสือพิมพ์มาให้อ่านเฉยๆ บัฟเฟตต์อ่านแล้วชอบ โทรนัดเจอ CEO ภายในไม่กี่วัน และปิดดีลได้ในราคา 386 ล้านดอลลาร์ บัฟเฟตต์บอกว่าธุรกิจพวกนี้ไม่หวือหวา แต่สร้างเงินสดได้จริง ต่างจากบริษัทดอทคอมจำนวนมากที่เป้าหมายที่แท้จริงคือการเข้าตลาดหุ้น (IPO) ไม่ใช่การทำกำไร
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- มูลค่าที่แท้จริงมาจากเงินสดในอนาคต ไม่ใช่คำว่า "เติบโต" หรือ "ล้ำสมัย" — ก่อนจะตื่นเต้นกับธุรกิจที่ฟังดูล้ำยุค ให้ถามตัวเองก่อนว่ามันจะสร้างเงินสดได้จริงเมื่อไหร่และเท่าไหร่ ไม่ใช่แค่เชื่อว่ามันจะเติบโตแรงในอนาคต
- แยกให้ออกระหว่างการลงทุนกับการเก็งกำไร — การเก็งกำไรที่เน้นว่าคนอื่นจะยอมจ่ายเท่าไหร่ต่อไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ อย่าหลอกตัวเองว่ากำลังลงทุนทั้งที่จริงๆ กำลังเดิมพันกับความบ้าคลั่งของฝูงชน
- ธุรกิจธรรมดาที่สร้างเงินสดได้จริง มักดีกว่าธุรกิจหวือหวาที่ยังไม่เคยทำกำไร — ไม่จำเป็นต้องไล่ตามกระแสที่ร้อนแรงที่สุดในตลาด บางครั้งธุรกิจที่ฟังดูน่าเบื่อแต่มีกำไรจริงกลับให้ผลตอบแทนที่มั่นคงกว่ามาก
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 2000 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 2000 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน