หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 1999: ปีที่แม้แต่บัฟเฟตต์ยังให้เกรด D ตัวเอง

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1999 มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของ Berkshire โตแค่ 0.5% แย่ที่สุดตั้งแต่บัฟเฟตต์เข้ามาบริหาร เขาเปิดจดหมายด้วยการบอกตรงๆ ว่า "แม้แต่นักสืบ Clouseau (ที่งุ่มง่ามที่สุดในหนัง) ก็ยังหาตัวการปีนี้เจอ นั่นคือประธานบริษัทเอง" แล้วให้เกรดตัวเองแบบไม่ปรานีว่า D ปีนี้จดหมายยังมีเรื่องราวสวยๆ เกี่ยวกับผู้บริหารที่ยอมเสียเงินเองเพื่อรักษาหลักการ กับมุกแซะวงการวาณิชธนกิจแบบเจ็บแสบ

"หัวข้อเดียวที่ผมพลาดคือการจัดสรรเงินทุน แล้วผมได้เกรด D"

บัฟเฟตต์เปรียบตัวเองกับควอเตอร์แบ็กที่สอบตกสี่วิชาได้ D หนึ่งวิชา แต่โค้ชยังพูดปลอบใจว่า "ลูกเอ๊ย พ่อว่าลูกทุ่มเวลาให้วิชาเดียวมากเกินไป" หัวข้อเดียวที่บัฟเฟตต์รับผิดชอบคือการจัดสรรเงินทุน (capital allocation) และเขาให้ตัวเองแค่เกรด D สำหรับปีนี้ สาเหตุหลักคือพอร์ตหุ้นของ Berkshire ทำผลงานแย่ เพราะบริษัทที่ถือหุ้นใหญ่หลายแห่งมีผลประกอบการที่น่าผิดหวัง เขาบอกว่ายังเชื่อในธุรกิจพวกนี้ระยะยาว แต่ก็ยอมรับว่าไม่รู้เหมือนกันว่าจะฟื้นตัวเร็วแค่ไหน

สิ่งที่น่าสนใจคือแม้จะเป็นปีที่แย่ บัฟเฟตต์ก็ไม่ได้เปลี่ยนใจเรื่องระยะยาว เขาย้ำว่าเงินสุทธิของตัวเองกว่า 99% ยังอยู่ใน Berkshire ทั้งหมด และเขากับภรรยาไม่เคยขายหุ้น Berkshire เลยสักหุ้นเดียว "นอกจากเช็คของผมจะเริ่มขึ้นเงินไม่ได้ ผมไม่มีแผนจะขาย"

เรื่องเล่าที่หาไม่ได้จากที่ไหน: เจ้าของร้านที่ยอมเสียเงินเองเพื่อหลักการ

บัฟเฟตต์เล่าเรื่อง Bill Child เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ R.C. Willey ในรัฐยูทาห์ ที่ Berkshire ซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 1995 Bill กับผู้บริหารส่วนใหญ่นับถือศาสนามอร์มอน ร้านของเขาจึงไม่เปิดขายวันอาทิตย์มาโดยตลอด ทั้งที่วันอาทิตย์คือวันที่ลูกค้าอยากช็อปปิ้งมากที่สุด แต่ Bill ก็ยึดหลักการนี้มาตลอด จนสร้างยอดขายจาก 250,000 ดอลลาร์ต่อปีในปี 1954 เป็น 342 ล้านดอลลาร์ในปี 1999

ตอน Bill อยากขยายสาขาไปที่รัฐไอดาโฮ บัฟเฟตต์กังวลว่าร้านที่ปิดวันอาทิตย์จะสู้คู่แข่งที่เปิดทุกวันไม่ได้ในตลาดใหม่ แต่ Bill ยืนกรานจะทำตามความเชื่อของเขา และเสนอเงื่อนไขที่แปลกมาก คือเขาจะควักเงินตัวเองซื้อที่ดินและสร้างร้านเอง (ราวๆ 9 ล้านดอลลาร์) แล้วค่อยขายต่อให้ Berkshire ในราคาต้นทุนถ้าร้านประสบความสำเร็จ แต่ถ้าล้มเหลว Berkshire ไม่ต้องจ่ายเลยแม้แต่บาทเดียว ร้านเปิดแล้วประสบความสำเร็จมาก และเมื่อ Bill โอนร้านคืนให้ Berkshire เขาปฏิเสธไม่ขอรับดอกเบี้ยจากเงินทุนที่เขาจมไปสองปีเลยแม้แต่บาทเดียว

"ผมยอมจ่าย 2.5 ล้านดอลลาร์เพื่อไม่ต้องอ่านมัน"

บัฟเฟตต์เขียนแซะกระบวนการซื้อขายกิจการผ่านวาณิชธนกิจแบบเจ็บแสบ เขาเปรียบเทียบว่าธนาคารเพื่อการลงทุนมักทำ "หนังสือนำเสนอ" ที่ทำให้บริษัทธรรมดาๆ ดูเหมือนซูเปอร์แมนที่เพิ่งออกจากตู้โทรศัพท์ กระโดดข้ามคู่แข่งได้ในทีเดียว พร้อมตัวเลขคาดการณ์กำไรที่แม่นยำเป๊ะไปหลายปีข้างหน้า ทั้งที่ถ้าถามนายธนาคารคนเดียวกันว่าบริษัทของเขาเองจะทำกำไรเท่าไหร่เดือนหน้า เขาจะรีบตอบว่าธุรกิจไม่แน่นอนขนาดนั้นจะให้คาดการณ์ได้ยังไง

เขาเล่าเรื่องจริงจากปี 1985 ตอนที่ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งหนึ่งพยายามขาย Scott Fetzer แต่ขายไม่ออก บัฟเฟตต์เขียนจดหมายไปหา CEO ของบริษัทโดยตรง และปิดดีลได้ภายในหนึ่งสัปดาห์ ปัญหาคือสัญญาเดิมของ Scott Fetzer กับธนาคารนั้นกำหนดให้ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 2.5 ล้านดอลลาร์เมื่อขายสำเร็จ ไม่ว่าธนาคารจะมีส่วนช่วยหาผู้ซื้อจริงหรือไม่ก็ตาม นายธนาคารเลยเสนอมอบสำเนาหนังสือนำเสนอที่ทำไว้ให้ฟรีๆ Charlie Munger ตอบกลับไปแบบสุภาพว่า "ผมยอมจ่าย 2.5 ล้านดอลลาร์เพื่อไม่ต้องอ่านมันเลย"

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ยอมรับปีที่แย่ตรงๆ ดีกว่าหาข้ออ้าง — แม้แต่นักลงทุนระดับโลกก็มีปีที่ผลงานแย่สุดในชีวิต สิ่งที่ทำได้คือยอมรับตรงๆ ว่าพลาดตรงไหน แล้วโฟกัสระยะยาวต่อไป ไม่ใช่ตื่นตระหนกเปลี่ยนกลยุทธ์ทุกครั้งที่มีปีแย่ๆ
  2. หลักการที่ยึดมั่นบางครั้งสำคัญกว่ากำไรระยะสั้น — เรื่องของ Bill Child สอนว่าการทำธุรกิจตามหลักการของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ แม้จะดูเสียเปรียบคู่แข่งในระยะสั้น สุดท้ายก็สร้างความน่าเชื่อถือและผลลัพธ์ที่ยั่งยืนกว่า
  3. ระวังการนำเสนอที่ดูดีเกินจริง โดยเฉพาะตัวเลขคาดการณ์อนาคต — ถ้าใครนำเสนอโปรเจกชันกำไรที่แม่นยำเป๊ะไปหลายปีข้างหน้า ให้ตั้งคำถามก่อนเชื่อทันที เพราะธุรกิจจริงไม่มีใครคาดการณ์ได้แม่นขนาดนั้น

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1999 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1999 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ