หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 1998: ทำไมบัฟเฟตต์เปรียบตัวเลขบัญชีเหมือนดนตรีของ Wagner “ฟังดีกว่าที่มันเป็นจริง”

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1998 มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของ Berkshire โตถึง 48.3% ตัวเลขสวยจนน่าจะฉลองกันใหญ่ แต่บัฟเฟตต์กลับบอกว่า "ปกติกำไรขนาดนี้ต้องตีลังกาฉลอง แต่ปีนี้ไม่ใช่" เพราะกำไรส่วนใหญ่มาจากการออกหุ้นใหม่ ไม่ใช่จากธุรกิจโตขึ้นจริง ปีนี้ยังมีเรื่องดราม่าเรื่องบัญชีตัวเลขที่บัฟเฟตต์ฟาดแรงมาก และการยอมรับผิดเรื่องขายหุ้น McDonald's ทิ้งเร็วเกินไป

ดนตรีของ Wagner: ฟังดูดีกว่าที่มันเป็นจริง

บัฟเฟตต์เปิดจดหมายด้วยการเตือนผู้ถือหุ้นไม่ให้หลงตัวเลข 48.3% เขาเปรียบเทียบกับดนตรีของ Wagner ที่ถูกบรรยายว่า "ฟังดีกว่าที่มันเป็นจริง" เพราะหุ้น Berkshire ซื้อขายกันที่ราคาสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีมาก ทุกครั้งที่ออกหุ้นใหม่ไม่ว่าจะเพื่อระดมเงินสดหรือใช้ซื้อกิจการ มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นจะขยับขึ้นทันทีโดยที่บริษัทยังไม่ได้ทำกำไรเพิ่มเลยแม้แต่บาทเดียว สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือมูลค่าที่แท้จริง (intrinsic value) ไม่ใช่ตัวเลขทางบัญชี

เขายังพูดตรงๆ เรื่องเป้าหมายในอนาคตว่า Berkshire จะพยายามโตมูลค่าที่แท้จริงเฉลี่ย 15% ต่อปี ซึ่งเขาบอกว่านี่คือ "จุดสูงสุดที่เป็นไปได้แล้ว" ไม่ใช่ตัวเลขที่จะทำได้ทุกปี บางปีอาจเกินเป้า บางปีอาจติดลบเลยด้วยซ้ำ และย้ำว่าการจะโตขนาดนั้นต้องอาศัยดีลใหญ่จริงๆ ไม่ใช่ดีลเล็กๆ น้อยๆ เขาพูดติดตลกว่า "แผงขายป๊อปคอร์นช่วยอะไรไม่ได้หรอก" ต้องหา "ช้าง" ตัวใหญ่ๆ มาถึงจะพอ

ถ้าจ่ายพนักงานด้วยตั๋วลอตเตอรี่ แล้วบอกว่าไม่มีต้นทุน มันใช่เหรอ?

ส่วนที่บัฟเฟตต์เขียนแรงที่สุดในจดหมายปีนี้คือเรื่องมาตรฐานบัญชีตอนนั้นที่ไม่บังคับให้บริษัทนับ "ต้นทุนของสิทธิซื้อหุ้น" (stock options) เป็นค่าใช้จ่าย เขายกตัวอย่างว่าถ้า Berkshire จ่ายค่าโฆษณาให้ GEICO ด้วยสิทธิซื้อหุ้น Berkshire แทนเงินสด จะมีใครกล้าพูดไหมว่า Berkshire ไม่มีต้นทุนค่าโฆษณาเลย เขาบอกว่านี่คือ "ทางเลือกที่บิดเบี้ยว" ที่มาตรฐานบัญชีมอบให้ผู้บริหาร คือจ่ายพนักงานแบบหนึ่งแล้วนับต้นทุน หรือจ่ายอีกแบบหนึ่งแล้วไม่ต้องนับเลย

เขายังเปรียบเทียบพฤติกรรมของบริษัทที่ชอบใช้ "ค่าใช้จ่ายปรับโครงสร้าง" (restructuring charge) กลบเกลื่อนตัวเลขกับนักกอล์ฟที่โกงสกอร์ รอบแรกตีแย่มากๆ จงใจทำสกอร์ 140 แล้วบอกว่า "กำลังปรับสวิงใหม่" จากนั้นสี่รอบถัดไปก็เก็บแต่หลุมที่ตีดี ไม่นับหลุมที่ตีแย่ (โยนไปกองรวมกับ "การปรับสวิง" รอบแรก) สุดท้ายค่าเฉลี่ยที่โชว์ให้คนอื่นดูจะดูดีเกินจริงไปมาก บัฟเฟตต์บอกว่าองค์กรจำนวนมากใช้เทคนิคแบบนี้เพื่อทำให้กำไรดูสวยกว่าความเป็นจริง

ยอมรับตรงๆ ว่าขาย McDonald's ทิ้งเป็นความผิดพลาดใหญ่

ปีนี้บัฟเฟตต์เขียนสารภาพสั้นๆ แต่ตรงประเด็นว่า การตัดสินใจขายพอร์ตหุ้นบางส่วนในปี 1998 ทำให้ผลตอบแทนของบริษัทแย่ลง โดยเฉพาะการขายหุ้น McDonald's ที่เขาบอกว่าเป็น "ความผิดพลาดใหญ่มาก" เขาพูดติดตลกใส่ตัวเองว่า "โดยรวมแล้วพวกคุณน่าจะรวยกว่านี้ ถ้าปีที่แล้วผมแอบหนีไปดูหนังตอนตลาดเปิดแทนที่จะไปยุ่งกับพอร์ต"

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. อย่าดูแค่ตัวเลขบัญชีผิวเผิน ต้องเข้าใจที่มาก่อน — กำไรหรือมูลค่าที่โตขึ้นอาจมาจากปัจจัยทางบัญชีล้วนๆ ไม่ใช่ธุรกิจดีขึ้นจริง ก่อนตื่นเต้นกับตัวเลขสวยๆ ควรถามก่อนว่ามันมาจากไหน
  2. ระวังบริษัทที่ชอบใช้ "ค่าใช้จ่ายพิเศษ" กลบตัวเลขจริง — ถ้าบริษัทไหนมีรายการ "ปรับโครงสร้าง" หรือ "รายการพิเศษที่ไม่เกิดซ้ำ" โผล่มาบ่อยๆ ให้ตั้งคำถามว่านี่คือการจัดการบัญชีให้ดูดีเกินจริงหรือเปล่า
  3. ยอมรับผิดแบบตรงๆ ดีกว่าเงียบไว้เฉยๆ — แม้แต่นักลงทุนระดับโลกก็ยังขายหุ้นดีทิ้งเร็วเกินไปได้ สิ่งสำคัญคือพูดออกมาตรงๆ ว่าคิดผิดตรงไหน จะได้ไม่ทำผิดซ้ำแบบเดิมอีก

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1998 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1998 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ