ปี 1997 มูลค่าทางบัญชีต่อหุ้นของ Berkshire โต 34.1% ฟังดูเป็นปีที่เจ๋งมาก แต่บัฟเฟตต์กลับไม่ยอมรับเครดิตแบบเต็มๆ เขาเปรียบตัวเองกับเป็ดที่ลอยตัวสูงขึ้นหลังฝนตกหนัก แล้วคิดว่าเป็นเพราะฝีมือว่ายน้ำของตัวเอง ทั้งที่จริงๆ เป็ดตัวอื่นในบ่อก็ลอยสูงขึ้นพอๆ กัน ปีนี้ยังมีบทเรียนเรื่องความอดทนแบบนักตีเบสบอลระดับตำนาน และคำถามสั้นๆ ที่พลิกมุมมองเรื่องตลาดหุ้นตกไปเลย
เป็ดที่ลอยสูงหลังฝนตก ไม่ได้แปลว่าว่ายน้ำเก่ง
บัฟเฟตต์เขียนไว้ตรงๆ ว่าปีที่ตลาดหุ้นพุ่งแรงแบบปี 1997 นักลงทุนคนไหนก็ทำผลตอบแทนสวยได้ทั้งนั้น เขาเตือนตัวเองไม่ให้ตกหลุมพรางแบบ "เป็ดขี้โม้ที่ร้องก๊าบๆ อวดฝีมือหลังฝนตกหนัก คิดว่าตัวเองว่ายน้ำเก่งจนลอยตัวสูงขึ้น" เป็ดที่คิดแบบมีเหตุผลจริงๆ ต้องเทียบตัวเองกับเป็ดตัวอื่นในบ่อเดียวกัน ไม่ใช่ดูแค่ว่าตัวเองลอยสูงขึ้นแค่ไหน
พอเทียบกับดัชนี S&P 500 แล้ว Berkshire ก็แค่โตใกล้เคียงกันเท่านั้น บัฟเฟตต์เลยให้คะแนนผลงานปี 1997 ของตัวเองด้วยคำเดียวสั้นๆ ว่า "Quack" (ก๊าบ) เขาอธิบายเสริมว่า Berkshire ต้องเสียภาษีนิติบุคคลทุกปี ในขณะที่ดัชนี S&P ไม่มีภาระภาษีแบบนั้น ปีนั้น Berkshire จ่ายภาษีไปถึง 4,200 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 18% ของเงินทุนต้นปี ดังนั้นแค่โตเท่าดัชนีจริงๆ แล้วยังถือว่าธุรกิจข้างในทำผลงานได้ดีกว่าที่ตัวเลขแสดง แต่บัฟเฟตต์ก็ยังไม่ยอมชมตัวเองเกินจริง
วินัยแบบ Ted Williams: รอลูกที่ใช่ ไม่ใช่สวิงทุกลูกที่ผ่านมา
ตอนตลาดแพงและหาของถูกใจได้ยาก บัฟเฟตต์เล่าถึงวิธีคิดของ Ted Williams นักตีเบสบอลระดับตำนาน ที่แบ่งพื้นที่จุดตีลูกออกเป็น 77 ช่อง แล้วสวิงเฉพาะลูกที่เข้าช่องที่ดีที่สุดของตัวเอง ถ้าทำแบบนั้นเขาจะตีได้เฉลี่ย .400 แต่ถ้าสวิงมั่วไปหมดรวมถึงลูกที่มุมแย่ที่สุด ค่าเฉลี่ยจะร่วงเหลือแค่ .230 บัฟเฟตต์บอกว่านี่คือหลักการเดียวกับการลงทุน ถ้ารอจังหวะที่ใช่จริงๆ จะพาไปสู่ความสำเร็จ แต่ถ้าสวิงมั่วไปเรื่อยก็จะพาไปสู่ผลตอบแทนแย่ๆ
เขายอมรับด้วยว่าตอนนั้นราคาหุ้นและธุรกิจแพงเกินไปสำหรับสิ่งที่ Berkshire อยากซื้อ แต่การยืนถือไม้เบสบอลอยู่เฉยๆ วันแล้ววันเล่าโดยไม่ได้สวิงเลยก็ไม่ใช่เรื่องสนุกสำหรับเขาเหมือนกัน
คำถามสั้นๆ ที่เปลี่ยนมุมมองเรื่องตลาดหุ้นตก
บัฟเฟตต์ตั้งคำถามชวนคิดว่า ถ้าเรากินแฮมเบอร์เกอร์ไปตลอดชีวิตแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของฟาร์มวัว เราอยากให้ราคาเนื้อวัวถูกหรือแพง คำตอบชัดเจนอยู่แล้วว่าอยากให้ถูก แล้วถ้าเราเป็นคนที่จะซื้อหุ้นเพิ่มไปเรื่อยๆ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราควรอยากให้ตลาดหุ้นขึ้นหรือลง คนส่วนใหญ่ตอบข้อนี้ผิด เพราะดีใจตอนราคาหุ้นขึ้นและเสียใจตอนราคาลง ทั้งที่จริงๆ ถ้ายังเป็นฝ่ายซื้อสุทธิอยู่ ควรจะชอบราคาที่ต่ำลงมากกว่า
เขาบอกว่าผู้ถือหุ้น Berkshire ส่วนใหญ่ไม่ได้ตั้งใจจะขายหุ้นในเร็วๆ นี้ ดังนั้นเวลาเห็นพาดหัวข่าวว่า "นักลงทุนขาดทุนเพราะตลาดร่วง" ให้ลองอ่านใหม่ในใจว่า "คนที่กำลังจะขายขาดทุนเพราะตลาดร่วง แต่คนที่กำลังจะซื้อได้กำไร" เพราะทุกการซื้อขายมีคนได้ประโยชน์เสมอ เหมือนที่เขาเปรียบเทียบกับวงการกอล์ฟว่า "ทุกพัตต์ทำให้ใครสักคนมีความสุขเสมอ"
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- อย่าสับสนระหว่างตลาดขาขึ้นกับฝีมือตัวเอง — ปีที่ตลาดโดยรวมพุ่งแรง พอร์ตของเราอาจดูดีมาก แต่ต้องเทียบกับดัชนีอ้างอิงก่อนจะฟันธงว่าตัวเองเก่งจริงหรือแค่ลอยตามน้ำ
- รอจังหวะที่ใช่ ดีกว่าซื้อมั่วให้ครบทุกเดือน — ไม่จำเป็นต้องลงทุนในทุกโอกาสที่ผ่านเข้ามา การอดทนรอของที่ราคาสมเหตุสมผลจริงๆ มักให้ผลลัพธ์ดีกว่าการรีบสวิงใส่ทุกลูกที่ผ่านมา
- ถ้ายังเป็นฝ่ายซื้อสุทธิอยู่ ให้มองราคาตกเป็นเรื่องดี — คนที่ยังลงทุนเพิ่มเรื่อยๆ ทุกเดือนควรจะยินดีเวลาราคาถูกลง ไม่ใช่กังวลเหมือนคนที่กำลังจะขาย เปลี่ยนมุมมองแค่นี้ช่วยให้ทนกับตลาดขาลงได้ดีขึ้นมาก
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. 1997 Chairman's Letter — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1997 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน