ปี 1995 Berkshire ซื้อ GEICO ทั้งบริษัท ปิดวงจร 45 ปีที่เริ่มต้นจากบัฟเฟตต์วัย 20 ปีที่นั่งรถไฟไปเคาะประตูตึกที่ปิดอยู่ในเช้าวันเสาร์ ปีเดียวกันนี้เขายังเล่าถึงมุมมองที่ต่างกันสุดขั้วระหว่างธุรกิจที่ "ฉลาดครั้งเดียวก็อยู่ได้ยาว" กับธุรกิจที่ "ต้องฉลาดทุกวัน" และสารภาพความผิดพลาดที่ไม่มีใครเห็นในงบการเงิน เพราะมันคือกำไรที่ "ไม่ได้" ไม่ใช่เงินที่เสียไป
รถไฟเที่ยวเช้าวันเสาร์ที่เปลี่ยนชีวิตนักลงทุนวัย 20
ตอนเรียนที่ Columbia Business School ปี 1950-51 บัฟเฟตต์อยากเรียนกับ Ben Graham มากจนไปค้น Who's Who in America เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับอาจารย์ที่ชื่นชอบ แล้วก็พบว่า Graham เป็นประธานบริษัทประกันชื่อ GEICO ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน บัฟเฟตต์เลยนั่งรถไฟไปวอชิงตัน ดี.ซี. ในเช้าวันเสาร์เดือนมกราคม 1951 เพื่อไปที่สำนักงานใหญ่ของ GEICO
ปัญหาคือตึกปิดอยู่ แต่เขาไม่ยอมแพ้ เคาะประตูจนภารโรงคนหนึ่งมาเปิดให้ และบอกว่ามีคนทำงานอยู่ที่ชั้นหกคนเดียว คนนั้นคือ Lorimer "Davy" Davidson ผู้ช่วยประธานบริษัทที่ต่อมาได้เป็น CEO ทั้งที่บัฟเฟตต์มีแค่สถานะ "ลูกศิษย์ของ Graham" Davy ก็ยอมสละเวลาราวสี่ชั่วโมงเต็มอธิบายธุรกิจประกันภัยให้ฟัง จนบัฟเฟตต์บอกว่าไม่เคยตื่นเต้นกับหุ้นตัวไหนขนาดนี้มาก่อน
เขาซื้อหุ้น GEICO 350 หุ้นในปี 1951 ด้วยเงิน 10,282 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นกว่าครึ่งของทรัพย์สินทั้งหมดที่มีตอนนั้น แต่ปีถัดมาเขาขายทิ้งหมดเพื่อไปซื้อหุ้นตัวอื่นที่ P/E ต่ำกว่า ซึ่งบัฟเฟตต์เรียกการตัดสินใจครั้งนั้นว่าเป็น "การนอกใจ" เพราะหุ้น GEICO ที่ขายไปในราคา 15,259 ดอลลาร์ ถ้าถือต่ออีก 20 ปี จะมีมูลค่าเพิ่มเป็นราว 1.3 ล้านดอลลาร์ ปี 1976 Berkshire กลับมาซื้อหุ้น GEICO ก้อนใหญ่ตอนบริษัทเกือบล้มละลาย และปี 1995 นี้เอง Berkshire จ่าย 2.3 พันล้านดอลลาร์ซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด ปิดดีล 100%
ธุรกิจที่ "ฉลาดครั้งเดียวพอ" กับธุรกิจที่ "ต้องฉลาดทุกวัน"
ปีนี้ Berkshire ยังซื้อ Helzberg's Diamond Shops กับ R.C. Willey Home Furnishings ทั้งสองดีลเกิดจากการเจอกันโดยบังเอิญ บัฟเฟตต์เรียกมันว่า "acquisitions by walking around" ล้อกับศัพท์บริหาร "management by walking around" เพราะดีลแรกเกิดจากการที่มีคนเดินมาทักบัฟเฟตต์กลางถนนในนิวยอร์ก
จากดีลค้าปลีกสองรายนี้ เขาแบ่งธุรกิจออกเป็นสองแบบที่น่าคิดตาม แบบแรกคือธุรกิจที่ "ต้องฉลาดทุกวัน" อย่างธุรกิจค้าปลีก เพราะคู่แข่งจะคอยลอกเลียนและแซงหน้าตลอดเวลา หยุดคิดวันเดียวก็แพ้ได้ ส่วนแบบที่สองคือธุรกิจที่ "ฉลาดครั้งเดียวก็พอ" เช่นถ้าซื้อสถานีทีวีตั้งแต่ยุคแรกๆ ได้ ต่อให้เอาคนบริหารธรรมดาๆ มาดูแล ธุรกิจก็ยังไปได้ดีอีกหลายสิบปี บัฟเฟตต์บอกว่าธุรกิจค้าปลีกที่เขาซื้อมาปีนี้โชคดีที่มีผู้บริหารเก่งมากทั้งคู่ เพราะถ้าไม่มี ธุรกิจแบบนี้ล้มได้เร็วมาก
ความผิดพลาดที่ไม่มีใครเห็นในงบการเงิน
บัฟเฟตต์เล่าถึงการลงทุนใน Gillette preferred stock ปี 1989 มูลค่า 600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งกำไรงามมากในภายหลัง แต่เขาบอกว่านี่คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของเขา แบบที่ "ไม่เคยถูกบันทึกไว้ในงบการเงินเลย"
เหตุผลคือถ้าตอนนั้นเขาเลือกซื้อหุ้นสามัญ (common stock) โดยตรงแทนที่จะซื้อหุ้นบุริมสิทธิ (preferred stock) ด้วยเงินก้อนเดียวกัน เขาจะได้จำนวนหุ้นมากกว่าเดิมมาก เพราะราคาตลาดตอนนั้นถูกกว่า แถมยังน่าจะได้ส่วนลดจากการซื้อยกล็อตใหญ่ด้วย แต่เพราะเลือกความปลอดภัยของหุ้นบุริมสิทธิ พอบริษัทเรียกคืนหุ้นเร็วกว่าที่คาด บัฟเฟตต์คำนวณว่าถ้าเลือกเส้นทางหุ้นสามัญตั้งแต่แรก Berkshire จะรวยกว่าที่เป็นอยู่ราว 555 ล้านดอลลาร์ (หักลบเงินปันผลพิเศษที่ได้จากหุ้นบุริมสิทธิแล้ว) นี่คือบทเรียนเรื่อง "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ที่ไม่มีตัวเลขติดลบให้เห็นในงบ แต่เป็นกำไรก้อนโตที่หายไปเฉยๆ
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ความอยากรู้และความอุตสาหะเล็กๆ อาจเปลี่ยนผลลัพธ์การลงทุนได้มหาศาล — จุดเริ่มต้นของ GEICO มาจากการที่บัฟเฟตต์แค่อยากรู้จักธุรกิจของอาจารย์ตัวเองให้มากขึ้น การลงทุนเวลาไปทำความเข้าใจธุรกิจอย่างจริงจัง มักให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าที่คิด
- ก่อนลงทุนในธุรกิจค้าปลีกหรือธุรกิจที่แข่งขันดุ ให้ดูคุณภาพผู้บริหารเป็นพิเศษ — ธุรกิจแบบ "ต้องฉลาดทุกวัน" พึ่งพาฝีมือผู้บริหารมากกว่าธุรกิจแบบ "ฉลาดครั้งเดียวพอ" มาก ผู้บริหารธรรมดาอาจพาธุรกิจแบบนี้ล้มได้เร็ว
- ค่าเสียโอกาสก็คือต้นทุนจริง แม้จะไม่มีตัวเลขติดลบให้เห็นในงบ — บางครั้งการเลือกทางเลือกที่ "ปลอดภัยกว่า" อาจทำให้พลาดผลตอบแทนก้อนใหญ่กว่าไปเฉยๆ ควรเปรียบเทียบทางเลือกทั้งหมดก่อนตัดสินใจ ไม่ใช่แค่เลือกทางที่รู้สึกอุ่นใจที่สุด
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1995 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1995 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน