หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 1993: ทำไมความผันผวนไม่ใช่ความเสี่ยง

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1993 บัฟเฟตต์ซื้อบริษัทรองเท้า Dexter Shoe จากช่างทำรองเท้าที่เริ่มต้นด้วยเงินแค่ 10,000 ดอลลาร์ แต่เรื่องที่โด่งดังที่สุดในจดหมายปีนี้คือการถล่มแนวคิดที่วงการการเงินใช้วัด "ความเสี่ยง" กันมานาน เขาบอกตรงๆ ว่าตัวเลขความผันผวนของราคาหุ้น (beta) ไม่มีทางบอกความเสี่ยงที่แท้จริงของธุรกิจได้เลย

ช่างทำรองเท้ากับดีลที่ไม่ต้องใช้เงินสดสักบาท

Harold Alfond เริ่มทำงานในโรงงานรองเท้าด้วยค่าแรงชั่วโมงละ 25 เซนต์ตอนอายุ 20 ปี ก่อนจะก่อตั้ง Dexter Shoe ในปี 1956 ด้วยเงินทุนแค่ 10,000 ดอลลาร์ ต่อมาหลานชาย Peter Lunder เข้ามาร่วมงานด้วยในปี 1958 ทั้งคู่ค่อยๆ สร้างบริษัทจนผลิตรองเท้าได้กว่า 7.5 ล้านคู่ต่อปี ส่วนใหญ่ผลิตในรัฐเมน ทั้งที่อุตสาหกรรมรองเท้าอเมริกันสมัยนั้นแทบแข่งกับสินค้านำเข้าราคาถูกไม่ได้เลย

สิ่งที่น่าสนใจคือดีลนี้ Berkshire ไม่ได้จ่ายเงินสดเลยสักบาท แต่ใช้การแลกหุ้นแบบปลอดภาษี Harold กับ Peter เลือกแบบนี้เพราะพวกเขาไม่อยากได้เงินสด แต่อยากได้ความยืดหยุ่นในการกระจายทรัพย์สินให้ครอบครัว โดยไม่ต้องเสียภาษีจากการขายธุรกิจทั้งหมดทันที บัฟเฟตต์บอกว่านี่คือสิ่งที่ Berkshire มอบให้ได้ดีกว่าใคร คือการรับประกันว่าธุรกิจจะไม่ถูกขายต่อ ผู้บริหารเดิมยังได้บริหารกิจการของตัวเองต่อไปเหมือนเดิมทุกอย่าง

ทำไม "beta" ไม่ใช่ตัววัดความเสี่ยงที่แท้จริง

นี่คือส่วนที่โด่งดังที่สุดของจดหมายปีนี้ บัฟเฟตต์อธิบายว่านักวิชาการการเงินชอบวัด "ความเสี่ยง" ของหุ้นด้วยค่า beta หรือความผันผวนของราคาเทียบกับตลาดโดยรวม แต่เขามองว่านี่เป็นตรรกะที่ผิดตั้งแต่ต้น เพราะภายใต้ทฤษฎีนี้ หุ้นที่ราคาร่วงลงมาแรงๆ กลับถูกมองว่า "เสี่ยงกว่า" ตอนที่ราคาถูกลง ทั้งที่จริงๆ แล้วมันอาจเป็นโอกาสซื้อของถูกต่างหาก

เขาอ้างถึงแนวคิด "Mr. Market" ของ Ben Graham ในหนังสือ The Intelligent Investor ที่เปรียบตลาดหุ้นเป็นเหมือนคนอารมณ์แปรปรวนที่มาเสนอซื้อขายกับเราทุกวัน ยิ่งเขาแปรปรวนมากเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโอกาสของนักลงทุนที่มีเหตุผลมากเท่านั้น เพราะราคาที่ไร้เหตุผลจะโผล่มาเป็นระยะๆ ให้เราได้ซื้อธุรกิจดีๆ ในราคาถูก บัฟเฟตต์บอกว่าความเสี่ยงที่แท้จริงที่นักลงทุนควรประเมินคือ ความแน่นอนของศักยภาพธุรกิจในระยะยาว คุณภาพของผู้บริหาร และราคาที่จ่ายไป ไม่ใช่แค่กราฟราคาหุ้นขึ้นลง

ทำไมกระจายความเสี่ยงเยอะเกินไปถึงอาจเสี่ยงกว่า

บัฟเฟตต์เล่าว่ากลยุทธ์ของ Berkshire คือถือหุ้นกระจุกตัวในไม่กี่บริษัทที่เข้าใจดีจริงๆ แทนที่จะกระจายไปหลายสิบตัวตามตำราการกระจายความเสี่ยงทั่วไป เขาบอกว่าถ้าเป็นนักลงทุนที่ "รู้อะไรบางอย่าง" จริงๆ และหาบริษัทที่มีความได้เปรียบระยะยาวได้สัก 5-10 บริษัท การกระจายเงินแบบทั่วๆ ไปกลับยิ่งทำร้ายผลตอบแทนและเพิ่มความเสี่ยงเสียอีก เพราะทำไมต้องเอาเงินไปลงหุ้นตัวโปรดอันดับ 20 ในเมื่อสามารถเพิ่มเงินในหุ้นตัวโปรดอันดับ 1-2 ที่เข้าใจดีที่สุดได้

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ราคาหุ้นร่วง ไม่ได้แปลว่าเสี่ยงขึ้นเสมอไป — ก่อนตกใจตามราคาที่ลง ให้กลับไปดูว่าธุรกิจพื้นฐานเปลี่ยนไปจริงหรือเปล่า บางทีมันอาจเป็นแค่ Mr. Market กำลังอารมณ์เสียชั่วคราว
  2. ยิ่งเข้าใจธุรกิจน้อย ยิ่งควรกระจายเยอะ ยิ่งเข้าใจมาก ยิ่งกระจุกได้ — ถ้าเรามั่นใจและเข้าใจบริษัทจริงๆ ไม่จำเป็นต้องถือหุ้นเยอะแบบไม่มีเหตุผล แต่ถ้าไม่มั่นใจ การกระจายกว้างๆ (เช่นกองทุนดัชนี) ก็เป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า
  3. ดีลที่ดีไม่จำเป็นต้องใช้เงินสด บางทีโครงสร้างข้อตกลงสำคัญกว่าราคา — เหมือน Dexter Shoe ที่เจ้าของเลือกความยืดหยุ่นและความไว้ใจในระยะยาว มากกว่าตัวเลขเงินสดก้อนโต

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1993 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1993 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ