ปี 1992 บัฟเฟตต์เล่าเรื่องนักบริหารที่ชอบไล่ซื้อกิจการเหมือนเด็กที่อ่านนิทานเจ้าหญิงจูบกบ แล้วเชื่อว่าคางคกทุกตัวจะกลายเป็นเจ้าชายได้ ปีเดียวกันนี้เขายังประกาศจุดยืนที่แรงมากเรื่อง stock options ที่บริษัทอเมริกันไม่ยอมนับเป็นต้นทุน และบอกว่า "value investing" เป็นคำที่ซ้ำซ้อนอยู่แล้วในตัวมันเอง
คางคก เจ้าหญิง และบทเรียนที่แพงของบัฟเฟตต์เอง
บัฟเฟตต์เปรียบผู้บริหารที่ชอบไล่ซื้อกิจการแบบไม่มีวินัยว่าเหมือนเด็กที่อ่านนิทานเจ้าหญิงจูบกบ แล้วจดจำแต่ตอนจบที่กบกลายเป็นเจ้าชาย จ่ายแพงเพื่อ "จูบคางคก" บริษัท คาดหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ พอผลลัพธ์น่าผิดหวัง ก็ยิ่งอยากไปหาคางคกตัวใหม่มาลองอีก จนสุดท้ายต้องประกาศ "ตัดขาดทุนก้อนใหญ่" ซึ่งเป็นค่าเรียนของ CEO ที่ผู้ถือหุ้นเป็นคนจ่าย
ที่น่าสนใจคือบัฟเฟตต์สารภาพว่าตัวเองก็เคย "จูบคางคก" มาก่อนในช่วงต้นอาชีพ เขาบอกติดตลกว่าโชคดีที่ตัวเองไม่ค่อยมีเงินฟุ่มเฟือย เลยเลือกคางคกราคาถูก แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากคนที่จ่ายแพงเท่าไหร่ จนวันหนึ่งได้ยินคำแนะนำจากโปรกอล์ฟคนหนึ่งว่า "การฝึกซ้อมไม่ได้ทำให้สมบูรณ์แบบ การฝึกซ้อมทำให้ติดเป็นนิสัยถาวรต่างหาก" นับจากนั้นเขาก็เปลี่ยนกลยุทธ์จาก "ซื้อธุรกิจธรรมดาในราคาดี" มาเป็น "ซื้อธุรกิจดีในราคาที่ยุติธรรม"
"Value Investing" คือคำที่ซ้ำซ้อนในตัวมันเอง
บัฟเฟตต์ตั้งคำถามกวนๆ ว่าคำว่า "value investing" (การลงทุนแบบเน้นคุณค่า) มันซ้ำซ้อนในตัวมันเองหรือเปล่า เพราะการ "ลงทุน" ก็คือการหาคุณค่าที่มากพอจะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปอยู่แล้ว ถ้าจ่ายแพงกว่ามูลค่าจริงเพื่อหวังขายต่อในราคาที่สูงกว่า นั่นควรเรียกว่า "การเก็งกำไร" ไม่ใช่การลงทุน
เขายังบอกว่าวงการมักแบ่งขั้วระหว่าง "value" กับ "growth" ราวกับเป็นคนละเรื่องกัน แต่จริงๆ แล้ว "การเติบโต" (growth) เป็นแค่หนึ่งในตัวแปรที่ใช้คำนวณ "มูลค่า" (value) เท่านั้นเอง อ้างอิงสูตรจากหนังสือ The Theory of Investment Value ของ John Burr Williams ว่ามูลค่าของหุ้นหรือธุรกิจใดๆ วันนี้ ก็คือกระแสเงินสดที่คาดว่าจะไหลเข้า-ออกตลอดอายุของธุรกิจนั้น หักลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน การเติบโตจะช่วยเพิ่มมูลค่าก็ต่อเมื่อแต่ละบาทที่ลงทุนเพิ่มสร้างมูลค่าได้มากกว่าหนึ่งบาทในระยะยาว ถ้าธุรกิจโตแต่ต้องอัดทุนเพิ่มเรื่อยๆ โดยได้ผลตอบแทนต่ำ การเติบโตแบบนั้นกลับทำร้ายนักลงทุนเสียอีก
สงคราม Stock Options: ทำไมมันคือต้นทุน ไม่ใช่ของฟรี
อีกเรื่องที่บัฟเฟตต์แสดงจุดยืนแรงมากในปีนี้คือเรื่องการบัญชี stock options ที่บริษัทอเมริกันสมัยนั้นไม่ต้องนับเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ทั้งที่มันคือค่าตอบแทนผู้บริหารรูปแบบหนึ่ง เขาถามตรงๆ ว่า "ถ้า options ไม่ใช่ค่าตอบแทน แล้วมันคืออะไร ถ้าค่าตอบแทนไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แล้วมันคืออะไร แล้วถ้าค่าใช้จ่ายไม่ควรถูกนับในการคำนวณกำไร มันควรไปอยู่ตรงไหน"
เขายังแซวแบบจริงจังว่า ถ้า CEO คนไหนเชื่อทฤษฎี "ไม่มีเงินสดออก ก็ไม่มีต้นทุน" จริงๆ Berkshire ยินดีขายประกันให้ฟรี แลกกับการรับ options ระยะยาวของบริษัทนั้นแทน เพราะถ้า options ไม่มีมูลค่าจริงตามที่อ้าง ก็ไม่น่าจะมีใครเสียหายอะไร
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ระวังบริษัทที่ไล่ซื้อกิจการถี่ๆ โดยไม่มีวินัยชัดเจน — การไล่ "จูบคางคก" บ่อยๆ มักจบด้วยการตัดขาดทุนก้อนใหญ่ ซึ่งผู้ถือหุ้นเป็นคนรับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้บริหารที่ตัดสินใจ
- อย่าแยก "value" กับ "growth" เป็นคนละโลก — คำถามที่ควรถามเสมอคือ ธุรกิจนี้เอาเงินที่ได้เพิ่มไปลงทุนต่อแล้วสร้างผลตอบแทนคุ้มค่าจริงไหม ไม่ใช่แค่ดูว่าตัวเลขยอดขายโตหรือเปล่า
- เช็คโครงสร้างค่าตอบแทนผู้บริหารก่อนตัดสินใจถือหุ้นยาว — ถ้าบริษัทให้ options มหาศาลแบบไม่มีเงื่อนไขผูกกับผลงานจริง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผลประโยชน์ของผู้บริหารกับผู้ถือหุ้นไม่ได้ไปทางเดียวกัน
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1992 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1992 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน