หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 1992: อย่าจูบคางคก แล้วรอมันกลายเป็นเจ้าชาย

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1992 บัฟเฟตต์เล่าเรื่องนักบริหารที่ชอบไล่ซื้อกิจการเหมือนเด็กที่อ่านนิทานเจ้าหญิงจูบกบ แล้วเชื่อว่าคางคกทุกตัวจะกลายเป็นเจ้าชายได้ ปีเดียวกันนี้เขายังประกาศจุดยืนที่แรงมากเรื่อง stock options ที่บริษัทอเมริกันไม่ยอมนับเป็นต้นทุน และบอกว่า "value investing" เป็นคำที่ซ้ำซ้อนอยู่แล้วในตัวมันเอง

คางคก เจ้าหญิง และบทเรียนที่แพงของบัฟเฟตต์เอง

บัฟเฟตต์เปรียบผู้บริหารที่ชอบไล่ซื้อกิจการแบบไม่มีวินัยว่าเหมือนเด็กที่อ่านนิทานเจ้าหญิงจูบกบ แล้วจดจำแต่ตอนจบที่กบกลายเป็นเจ้าชาย จ่ายแพงเพื่อ "จูบคางคก" บริษัท คาดหวังว่าจะเกิดปาฏิหาริย์ พอผลลัพธ์น่าผิดหวัง ก็ยิ่งอยากไปหาคางคกตัวใหม่มาลองอีก จนสุดท้ายต้องประกาศ "ตัดขาดทุนก้อนใหญ่" ซึ่งเป็นค่าเรียนของ CEO ที่ผู้ถือหุ้นเป็นคนจ่าย

ที่น่าสนใจคือบัฟเฟตต์สารภาพว่าตัวเองก็เคย "จูบคางคก" มาก่อนในช่วงต้นอาชีพ เขาบอกติดตลกว่าโชคดีที่ตัวเองไม่ค่อยมีเงินฟุ่มเฟือย เลยเลือกคางคกราคาถูก แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ต่างจากคนที่จ่ายแพงเท่าไหร่ จนวันหนึ่งได้ยินคำแนะนำจากโปรกอล์ฟคนหนึ่งว่า "การฝึกซ้อมไม่ได้ทำให้สมบูรณ์แบบ การฝึกซ้อมทำให้ติดเป็นนิสัยถาวรต่างหาก" นับจากนั้นเขาก็เปลี่ยนกลยุทธ์จาก "ซื้อธุรกิจธรรมดาในราคาดี" มาเป็น "ซื้อธุรกิจดีในราคาที่ยุติธรรม"

"Value Investing" คือคำที่ซ้ำซ้อนในตัวมันเอง

บัฟเฟตต์ตั้งคำถามกวนๆ ว่าคำว่า "value investing" (การลงทุนแบบเน้นคุณค่า) มันซ้ำซ้อนในตัวมันเองหรือเปล่า เพราะการ "ลงทุน" ก็คือการหาคุณค่าที่มากพอจะคุ้มกับเงินที่จ่ายไปอยู่แล้ว ถ้าจ่ายแพงกว่ามูลค่าจริงเพื่อหวังขายต่อในราคาที่สูงกว่า นั่นควรเรียกว่า "การเก็งกำไร" ไม่ใช่การลงทุน

เขายังบอกว่าวงการมักแบ่งขั้วระหว่าง "value" กับ "growth" ราวกับเป็นคนละเรื่องกัน แต่จริงๆ แล้ว "การเติบโต" (growth) เป็นแค่หนึ่งในตัวแปรที่ใช้คำนวณ "มูลค่า" (value) เท่านั้นเอง อ้างอิงสูตรจากหนังสือ The Theory of Investment Value ของ John Burr Williams ว่ามูลค่าของหุ้นหรือธุรกิจใดๆ วันนี้ ก็คือกระแสเงินสดที่คาดว่าจะไหลเข้า-ออกตลอดอายุของธุรกิจนั้น หักลดกลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน การเติบโตจะช่วยเพิ่มมูลค่าก็ต่อเมื่อแต่ละบาทที่ลงทุนเพิ่มสร้างมูลค่าได้มากกว่าหนึ่งบาทในระยะยาว ถ้าธุรกิจโตแต่ต้องอัดทุนเพิ่มเรื่อยๆ โดยได้ผลตอบแทนต่ำ การเติบโตแบบนั้นกลับทำร้ายนักลงทุนเสียอีก

สงคราม Stock Options: ทำไมมันคือต้นทุน ไม่ใช่ของฟรี

อีกเรื่องที่บัฟเฟตต์แสดงจุดยืนแรงมากในปีนี้คือเรื่องการบัญชี stock options ที่บริษัทอเมริกันสมัยนั้นไม่ต้องนับเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน ทั้งที่มันคือค่าตอบแทนผู้บริหารรูปแบบหนึ่ง เขาถามตรงๆ ว่า "ถ้า options ไม่ใช่ค่าตอบแทน แล้วมันคืออะไร ถ้าค่าตอบแทนไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แล้วมันคืออะไร แล้วถ้าค่าใช้จ่ายไม่ควรถูกนับในการคำนวณกำไร มันควรไปอยู่ตรงไหน"

เขายังแซวแบบจริงจังว่า ถ้า CEO คนไหนเชื่อทฤษฎี "ไม่มีเงินสดออก ก็ไม่มีต้นทุน" จริงๆ Berkshire ยินดีขายประกันให้ฟรี แลกกับการรับ options ระยะยาวของบริษัทนั้นแทน เพราะถ้า options ไม่มีมูลค่าจริงตามที่อ้าง ก็ไม่น่าจะมีใครเสียหายอะไร

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ระวังบริษัทที่ไล่ซื้อกิจการถี่ๆ โดยไม่มีวินัยชัดเจน — การไล่ "จูบคางคก" บ่อยๆ มักจบด้วยการตัดขาดทุนก้อนใหญ่ ซึ่งผู้ถือหุ้นเป็นคนรับผลกระทบ ไม่ใช่ผู้บริหารที่ตัดสินใจ
  2. อย่าแยก "value" กับ "growth" เป็นคนละโลก — คำถามที่ควรถามเสมอคือ ธุรกิจนี้เอาเงินที่ได้เพิ่มไปลงทุนต่อแล้วสร้างผลตอบแทนคุ้มค่าจริงไหม ไม่ใช่แค่ดูว่าตัวเลขยอดขายโตหรือเปล่า
  3. เช็คโครงสร้างค่าตอบแทนผู้บริหารก่อนตัดสินใจถือหุ้นยาว — ถ้าบริษัทให้ options มหาศาลแบบไม่มีเงื่อนไขผูกกับผลงานจริง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าผลประโยชน์ของผู้บริหารกับผู้ถือหุ้นไม่ได้ไปทางเดียวกัน

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1992 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1992 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ