ปี 1989 บัฟเฟตต์ทำสิ่งที่ CEO แทบไม่มีใครกล้าทำ — เขาเขียนหัวข้อ "Mistakes of the First Twenty-five Years" (ความผิดพลาดตลอด 25 ปีแรก) มายอมรับความผิดพลาดของตัวเองแบบเปิดเผยทั้งหมด ปีเดียวกันนี้เขายังเล่าว่ากว่าจะเข้าใจว่าโค้กเป็นการลงทุนที่ดี เขาใช้เวลาถึง 52 ปีนับตั้งแต่ดื่มโค้กแก้วแรก
"ก้นบุหรี่" ที่สอนบทเรียนราคาแพง
บัฟเฟตต์ยอมรับว่าความผิดพลาดแรกของเขาคือการเข้าซื้อกิจการ Berkshire เองในปี 1965 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าธุรกิจสิ่งทอไม่มีอนาคตสดใส แต่ราคาหุ้นดูถูกมาก เขาเรียกวิธีคิดแบบนี้ว่า "การลงทุนแบบก้นบุหรี่" (cigar butt approach) — ก้นบุหรี่ที่ตกอยู่บนถนนอาจจะยังสูบได้อีกคำสองคำ ฟรีๆ แต่นั่นไม่ใช่การสูบบุหรี่ที่ดีเลย
เขาเล่าว่าซื้อห้างสรรพสินค้า Hochschild Kohn ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีมาก คนก็เก่ง มีสินทรัพย์ซ่อนอยู่ด้วย แต่สามปีให้หลังก็ต้องขายทิ้งในราคาพอๆ กับที่ซื้อมา เขาสรุปบทเรียนสำคัญว่า "การซื้อบริษัทที่ยอดเยี่ยมในราคาที่เหมาะสม ดีกว่าการซื้อบริษัทธรรมดาในราคาที่ถูกสุดๆ มากนัก" (It's far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price) และย้ำว่า "เวลาคือมิตรของธุรกิจที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นศัตรูของธุรกิจธรรมดา"
อีกบทเรียนที่เขาเน้นคือ "ม้าแข่งดี จ๊อกกี้เก่งถึงจะวิ่งได้ดี" — ผู้บริหารเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าอยู่ในธุรกิจที่พื้นฐานแย่ ก็เหมือนวิ่งอยู่ในดินทราย ไม่มีทางไปไหนได้ไกล
52 ปี กว่าสมองกับสายตาจะเชื่อมกัน: เรื่องราวโค้ก
บัฟเฟตต์เล่าว่าเขาดื่มโค้กแก้วแรกตอนอายุ 5-6 ขวบ และเริ่มซื้อโค้กมาขายต่อในละแวกบ้านตั้งแต่ปี 1936 ตอนเป็นเด็ก แต่กลับใช้เวลาถึง 52 ปีถัดมาโดยไม่เคยซื้อหุ้นโค้กสักหุ้นเดียว จนกระทั่งฤดูร้อนปี 1988 เขาถึงเริ่มลงทุนจริงจัง เขาแซวตัวเองว่า "สมองของผมในที่สุดก็เชื่อมต่อกับสายตาได้สำเร็จ"
ปี 1989 Berkshire เพิ่มสัดส่วนหุ้นโค้กจาก 14,172,500 หุ้น เป็น 23,350,000 หุ้น บัฟเฟตต์ให้เครดิตกับทีมบริหารของ Roberto Goizueta และ Don Keough ที่ทำให้บริษัทโฟกัสและเติบโตต่างประเทศอย่างก้าวกระโดด เขาแซวตัวเองอีกครั้งว่าถ้าคิดให้ดีตั้งแต่ต้น น่าจะโน้มน้าวให้คุณตาขายร้านขายของชำแล้วเอาเงินทั้งหมดไปซื้อหุ้นโค้กตั้งแต่ปี 1936
ทำไมการถือหุ้นยาวถึงได้เปรียบทางภาษี
บัฟเฟตต์อธิบายด้วยตัวเลขง่ายๆ ว่า ถ้าเอาเงิน 1 ดอลลาร์ไปลงทุนแล้วได้กำไรเท่าตัวทุกปี แล้วขายทำกำไรเสียภาษีทุกครั้งเป็นเวลา 20 ปี สุดท้ายจะเหลือเงินราว 25,250 ดอลลาร์ แต่ถ้าลงทุนก้อนเดียวแล้วปล่อยให้โตเท่าตัว 20 ครั้งโดยไม่ขายเลยจนครบ 20 ปี ค่อยขายทีเดียว จะได้เงินถึง 692,000 ดอลลาร์ ทั้งที่อัตราภาษี 34% เท่ากันทุกกรณี ความต่างมหาศาลนี้เกิดจาก "จังหวะเวลาที่จ่ายภาษี" เพียงอย่างเดียว
เขาย้ำว่านี่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ Berkshire เลือกถือหุ้นระยะยาว เหตุผลจริงๆ คือเขาอยากคบหาอยู่กับธุรกิจและผู้บริหารที่ชอบและเคารพไปนานๆ แต่ผลพลอยได้ทางภาษีก็เป็นแรงเสริมที่ทำให้กลยุทธ์ถือยาวยิ่งสมเหตุสมผลมากขึ้น
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ซื้อธุรกิจดีในราคาที่เหมาะสม ดีกว่าไล่ล่าของถูกที่พื้นฐานไม่ดี — ราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้แปลว่าเป็นการลงทุนที่ดี ถ้าธุรกิจนั้นพื้นฐานแย่ เวลาจะกัดกินมูลค่าของมันไปเรื่อยๆ
- ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองอย่างตรงไปตรงมา — การทบทวนความผิดพลาดในอดีตแบบไม่ปิดบัง ช่วยให้เราไม่พลาดซ้ำแบบเดิม บัฟเฟตต์เองก็ใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเรียนรู้บทเรียนบางอย่าง
- การถือครองระยะยาวมีข้อได้เปรียบทางภาษีที่มองข้ามง่าย — การซื้อขายบ่อยๆ แม้จะได้กำไรทีละนิด แต่ภาษีที่ต้องจ่ายซ้ำๆ กัดกร่อนผลตอบแทนสะสมไปมากกว่าที่คิด
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1989 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1989 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน