ปี 1988 บัฟเฟตต์เขียนถึงเรื่องบัญชีที่ตรงไปตรงมาแบบไม่เกรงใจใคร เขาเล่าเรื่องนักบัญชีที่พร้อม "ปรับตัวเลข" ให้ลูกค้าพอใจ พูดถึงทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพที่นักวิชาการเคยยกย่องเป็นคัมภีร์ และปิดท้ายด้วยเรื่องราวสนุกๆ ของร้านเพชร Borsheim's ที่เขาซื้อกิจการโดยไม่ต้องตรวจสอบบัญชีสักบรรทัดเดียว
"ขโมยด้วยปากกา" ปลอดภัยกว่า "ขโมยด้วยปืน"
บัฟเฟตต์เขียนวิจารณ์วงการบัญชีอย่างตรงไปตรงมาว่า แม้กฎบัญชีมาตรฐาน (GAAP) จะไม่สมบูรณ์แบบ แต่ผู้บริหารบริษัทควรมองมันเป็น "จุดเริ่มต้น" ของหน้าที่ในการรายงานข้อมูลให้ผู้ถือหุ้น ไม่ใช่ "จุดสิ้นสุด" เขาเล่าเรื่องตลกร้ายว่า เวลาลูกค้าถามนักบัญชีที่คอยประจบสอพลอว่า "สองบวกสองเท่ากับเท่าไหร่" นักบัญชีคนนั้นจะตอบกลับว่า "อยากได้เลขอะไรล่ะครับ"
เขาแบ่งพฤติกรรมผู้บริหารออกเป็นสามระดับ — ตั้งแต่ผู้บริหารซื่อสัตย์ที่แค่ปรับตัวเลขให้ดูเรียบขึ้นนิดหน่อย ไปจนถึงผู้บริหารที่ตั้งใจใช้กฎบัญชีหลอกลวงนักลงทุนอย่างเป็นระบบ บัฟเฟตต์สรุปประโยคที่กลายเป็นวลีเด็ดของวงการการเงินว่า "มันปลอดภัยกว่ามากที่จะขโมยเงินก้อนโตด้วยปากกา เมื่อเทียบกับขโมยเงินก้อนเล็กด้วยปืน" (It has been far safer to steal large sums with a pen than small sums with a gun) เพราะคนโกงบัญชีแทบไม่เคยถูกลงโทษเท่าที่ควร
ทำไมทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพถึง "โง่"
ในยุค 1970 ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market Theory) ได้รับการยกย่องราวกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ในแวดวงวิชาการ — แนวคิดคือราคาหุ้นสะท้อนข้อมูลสาธารณะทั้งหมดอยู่แล้ว การวิเคราะห์หุ้นจึงไร้ประโยชน์ ถึงขั้นมีการบอกว่าคนปาลูกดอกใส่หน้ากระดานหุ้นแบบสุ่ม ก็เลือกพอร์ตได้ดีพอๆ กับนักวิเคราะห์มืออาชีพ
บัฟเฟตต์ชี้ให้เห็นว่าจุดพลาดของทฤษฎีนี้คือการสรุปว่าตลาด "มีประสิทธิภาพเสมอ" ทั้งที่ข้อสังเกตที่ถูกต้องคือตลาด "มีประสิทธิภาพบ่อยครั้ง" เท่านั้น เขายกผลงานการทำอาร์บิทราจ (arbitrage) ต่อเนื่อง 63 ปีของ Graham-Newman, Buffett Partnership และ Berkshire ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยเกิน 20% ต่อปี เป็นหลักฐานว่าถ้าตลาดมีประสิทธิภาพเสมอจริง ผลตอบแทนระดับนี้ต่อเนื่องหลายสิบปีคงเกิดขึ้นไม่ได้
Borsheim's: ซื้อกิจการด้วยสัญญาหน้าเดียว ไม่มีการตรวจสอบบัญชี
บัฟเฟตต์เล่าเรื่องการซื้อกิจการร้านเพชร Borsheim's ของตระกูล Friedman ซึ่งเป็นญาติของ Mrs. B แห่ง Nebraska Furniture Mart เขาบอกว่า Borsheim's ไม่มีงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบเลย แต่เขาก็ไม่ได้ตรวจนับสินค้าคงคลังหรือตรวจสอบบัญชีลูกหนี้แต่อย่างใด แค่ให้ Ike Friedman เจ้าของบอกเล่าสถานการณ์จริงตามที่เป็น แล้วเขียนสัญญาหน้าเดียวพร้อมเช็คก้อนใหญ่
บัฟเฟตต์สรุปหลักคิดง่ายๆ ว่า "ถ้าคุณไม่รู้จักเพชร ก็ควรรู้จักคนขายเพชร" (If you don't know jewelry, know the jeweler) เขาเชื่อว่าความไว้วางใจในตัวคนบริหารสำคัญกว่าตัวเลขในกระดาษ ถ้าเจอคนที่ซื่อสัตย์และเก่งจริงๆ
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- อ่านงบการเงินด้วยความระแวดระวังเสมอ — ตัวเลขกำไรที่ผ่านการตรวจสอบบัญชีแล้ว ไม่ได้แปลว่าถูกต้องแม่นยำ 100% เสมอไป ควรมองงบเป็นจุดเริ่มต้นของการวิเคราะห์ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
- อย่าเชื่อว่าตลาดถูกต้องเสมอไป — ราคาหุ้นในระยะสั้นบางครั้งก็ผิดเพี้ยนไปจากมูลค่าจริงได้ นี่คือช่องว่างที่เปิดโอกาสให้คนที่วิเคราะห์ธุรกิจอย่างรอบคอบหาโอกาสได้
- ความไว้ใจในตัวผู้บริหารมีค่ามาก แต่ต้องสร้างจากหลักฐานที่ผ่านมาจริง — บัฟเฟตต์กล้าซื้อ Borsheim's แบบไม่ตรวจบัญชีเพราะมีประวัติความน่าเชื่อถือของตระกูล Friedman รองรับอยู่แล้ว ไม่ใช่ความเชื่อลอยๆ
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1988 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1988 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน