ปี 1987 ตลาดหุ้นเจอเหตุการณ์ Black Monday ที่ดัชนี Dow ร่วงแรงในเดือนตุลาคม แต่พอสิ้นปีกลับบวกแค่ 2.3% เท่านั้น ท่ามกลางความปั่นป่วนนี้ บัฟเฟตต์เขียนถึงนิทานเปรียบเทียบที่โด่งดังที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกการลงทุน — เรื่องของ "Mr. Market" เพื่อนบ้านอารมณ์แปรปรวนที่มาเคาะประตูเสนอราคาซื้อขายหุ้นให้คุณทุกวัน
Mr. Market: เพื่อนที่ให้บริการ ไม่ใช่ให้คำแนะนำ
บัฟเฟตต์เล่านิทานที่ยืมมาจาก Ben Graham อาจารย์และเพื่อนของเขา — ให้ลองจินตนาการว่าคุณเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับคนคนหนึ่งชื่อ Mr. Market ทุกวันเขาจะมาเสนอราคาที่เขายินดีซื้อหุ้นส่วนของคุณ หรือขายหุ้นส่วนของเขาให้คุณ ปัญหาคือ Mr. Market มีปัญหาทางอารมณ์ที่รักษาไม่หาย บางวันเขารู้สึกฟู มองเห็นแต่ข่าวดี เลยเสนอราคาสูงลิ่วเพราะกลัวคุณจะแย่งซื้อหุ้นเขาไป บางวันเขาซึมเศร้า มองเห็นแต่ปัญหา เลยเสนอราคาต่ำเตี้ยเพราะกลัวคุณจะทิ้งหุ้นใส่เขา
จุดสำคัญที่สุดของนิทานนี้คือ Mr. Market ไม่เคยโกรธถ้าคุณเมินเขา พรุ่งนี้เขาจะกลับมาเสนอราคาใหม่อีกครั้งเสมอ ธุรกรรมทั้งหมดขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณคนเดียว บัฟเฟตต์บอกว่ายิ่ง Mr. Market อารมณ์แปรปรวนมากเท่าไหร่ ยิ่งดีสำหรับคุณเท่านั้น แต่มีคำเตือนหนึ่งข้อ — Mr. Market มีไว้รับใช้คุณ ไม่ใช่มาชี้นำคุณ เอาแค่กระเป๋าเงินของเขาไปใช้ประโยชน์ อย่าเอาความคิดของเขามาครอบงำตัวเอง ถ้าคุณไม่มั่นใจว่าประเมินมูลค่าธุรกิจได้ดีกว่า Mr. Market คุณก็ยังไม่ควรเล่นเกมนี้
"เจ็ดอันศักดิ์สิทธิ์" (The Sainted Seven) และเคล็ดลับที่ไม่ต้องใช้เงินเยอะ
บัฟเฟตต์ยกตัวอย่างธุรกิจในเครือ 7 แห่ง เช่น Buffalo News, Fechheimer, Kirby, Nebraska Furniture Mart, See's Candies และ World Book ปีนั้นทำกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษีรวมกัน 180 ล้านดอลลาร์ โดยใช้เงินกู้แทบไม่ถึง 2 ล้านดอลลาร์เลย ถ้าคิดเป็นผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นหลังหักภาษี จะอยู่ที่ราว 57% ซึ่งเขาบอกว่าแทบไม่มีบริษัทใหญ่ที่ไหนในโลกทำได้ระดับนี้
สิ่งที่บัฟเฟตต์ชี้ให้เห็นคือธุรกิจแบบนี้ใช้เงินทุนน้อยมากในการเติบโต เพราะกำไรที่ได้แทบทั้งหมดสามารถนำไปลงทุนต่อได้เลยโดยไม่ต้องเอาไปซ่อมแซมหรือขยายโรงงานมหาศาล เขาอ้างอิงงานวิจัยของนิตยสาร Fortune ที่พบว่าในบรรดา 1,000 บริษัทใหญ่ที่สุดของอเมริกา มีแค่ 25 บริษัทเท่านั้นที่ทำผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเกิน 20% ต่อปีติดต่อกันสิบปี และบริษัทเหล่านั้นส่วนใหญ่ทำธุรกิจธรรมดาๆ ไม่หวือหวา ไม่ต้องพึ่งหนี้เยอะ แค่ทำสิ่งที่ตัวเองถนัดให้ดีที่สุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- อย่าให้ราคาหุ้นแต่ละวันมาชี้นำการตัดสินใจของคุณ — ราคาในตลาดคือข้อเสนอจาก Mr. Market ไม่ใช่คำตัดสินว่าธุรกิจนั้นมีมูลค่าเท่าไหร่จริงๆ ใช้ความผันผวนให้เป็นประโยชน์ ไม่ใช่ให้มันมาครอบงำความคิด
- มองหาธุรกิจที่โตได้โดยไม่ต้องใช้เงินทุนมาก — ธุรกิจที่ทำกำไรสูงแต่ไม่ต้องพึ่งเงินกู้หรือเงินลงทุนซ้ำๆ มักจะสร้างผลตอบแทนระยะยาวได้ดีกว่าธุรกิจที่ต้องเผาเงินตลอดเวลา
- ทำสิ่งธรรมดาให้ดีเป็นพิเศษ ดีกว่าไล่ตามธุรกิจหวือหวา — ผลการศึกษาของ Fortune ชี้ว่าบริษัทที่ทำผลตอบแทนดีที่สุดมักไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเดิมซ้ำๆ อย่างมีวินัย
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1987 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1987 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน