ปี 1984 บัฟเฟตต์ทำสิ่งที่ผู้บริหารส่วนใหญ่ไม่กล้าทำ — เปิดตารางตัวเลขให้ผู้ถือหุ้นดูเลยว่าตัวเองประเมินความเสียหายของธุรกิจประกันภัยผิดพลาดไปเท่าไหร่ในแต่ละปี แถมยังเล่าเรื่องตลกร้ายเกี่ยวกับบิลศพเพื่ออธิบายปัญหานี้ให้เข้าใจง่ายๆ ปีเดียวกันนี้เขายังอธิบายวิธีคิดที่แปลกแหวกแนวของตัวเองเรื่องการมองพันธบัตรเป็น "ธุรกิจ" ชนิดหนึ่งด้วย
"เราฝังพ่อด้วยชุดเช่า" เรื่องเล่าที่อธิบายปัญหาบัญชีประกันภัยได้ตรงจุดที่สุด
บัฟเฟตต์ทำตารางเปรียบเทียบตัวเลขกำไร-ขาดทุนจากการรับประกันภัยที่เคยรายงานให้ผู้ถือหุ้นดู กับตัวเลขที่แก้ไขแล้วหลังผ่านไปหนึ่งปี ผลปรากฏว่าเกือบทุกปีตัวเลขที่รายงานไปตอนแรกดูดีเกินจริงกว่าความเป็นจริงมาก เช่นปี 1983 รายงานว่าขาดทุน 33 ล้านดอลลาร์ แต่พอผ่านไปปีนึงตัวเลขจริงกลายเป็นขาดทุนเกือบ 51 ล้านดอลลาร์ เขายอมรับตรงๆ ว่า "ความผิดพลาดในการรายงานให้พวกคุณฟัง เป็นเรื่องที่ทำให้ผมอึดอัดใจมาก เพราะผมอยากให้พวกคุณเชื่อในสิ่งที่ผมพูดได้"
เพื่ออธิบายว่าทำไมตัวเลขความเสียหายจากการประกันภัยถึงประเมินยากและมักจะโผล่มาทีหลัง เขาเล่าเรื่องชายคนหนึ่งที่อยู่ต่างประเทศตอนพ่อเสียชีวิตกะทันหัน เขาให้พี่สาวจัดงานศพแทนแล้วส่งบิลมาให้ เดือนแรกได้รับบิลหลายพันดอลลาร์ก็จ่ายไป เดือนต่อมาได้บิล 15 ดอลลาร์ก็จ่ายอีก พอเดือนที่สามมีบิล 15 ดอลลาร์มาอีกครั้ง เขาโทรถามพี่สาวว่าเกิดอะไรขึ้น พี่สาวตอบว่า "อ๋อ ลืมบอกไป เราฝังพ่อด้วยชุดเช่าค่ะ" — ความเสียหายที่ดูเหมือนจบไปแล้ว แต่จริงๆ ยังไม่จบ เหมือนกับที่ธุรกิจประกันภัยเจอบ่อยๆ
มองพันธบัตรเป็น "ธุรกิจ" ไม่ใช่แค่กระดาษ
ปีนี้ Berkshire เข้าซื้อพันธบัตร Washington Public Power Supply System (WPPSS) จำนวนมาก ทั้งที่บริษัทนี้เคยผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรอีกชุดหนึ่งไปแล้ว บัฟเฟตต์อธิบายวิธีคิดของเขาแบบแปลกๆ — เขามองพันธบัตรเป็น "ธุรกิจ" ชนิดหนึ่งเหมือนกับการซื้อกิจการทั้งบริษัท เงินลงทุน 139 ล้านดอลลาร์ใน WPPSS สร้างกำไรหลังหักภาษีปีละ 22.7 ล้านดอลลาร์ผ่านดอกเบี้ย ซึ่งเทียบเท่ากับผลตอบแทน 16.3% ต่อปีแบบไม่ใช้เลเวอเรจ — สูงกว่าธุรกิจทั่วไปที่หาซื้อได้ในราคาสมเหตุสมผลมาก
เขายังเตือนว่าการซื้อพันธบัตรระยะยาวทั่วไปมีความเสี่ยงแฝงที่นักลงทุนมักมองข้าม เพราะเงินเฟ้อจะกัดกร่อนมูลค่าที่แท้จริงของดอกเบี้ยที่ได้รับ เขายกตัวอย่างว่าปี 1946 พันธบัตรเทศบาลเรตติ้ง AAA ให้ผลตอบแทนแค่เกือบ 1% ต่อปี ถ้ามองแบบนักธุรกิจจริงๆ นั่นคือการซื้อ "ธุรกิจ" ที่ทำกำไรได้แค่ 1% บนมูลค่าทางบัญชีตลอดไป ซึ่งไม่มีใครยอมซื้อกิจการจริงๆ ในราคาแบบนั้นแน่นอน แต่นักลงทุนพันธบัตรกลับยอมทำแบบนั้นกันเป็นเรื่องปกติ
ซื้อหุ้นคืนเมื่อราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง คือของขวัญให้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ขาย
บัฟเฟตต์อธิบายว่าเวลาบริษัทที่มีธุรกิจดีและฐานะการเงินมั่นคง ซื้อหุ้นคืนตอนที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงมากๆ นี่คือการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถือหุ้นที่สุดวิธีหนึ่ง เพราะบริษัทมักจะได้มูลค่า 2 ดอลลาร์กลับมาด้วยเงินแค่ 1 ดอลลาร์ ต่างจากการไปซื้อกิจการอื่นที่มักจะจ่ายแพงเกินมูลค่าจริง เขาชื่นชม GEICO, Washington Post และ General Foods ที่ซื้อหุ้นคืนแบบนี้อย่างต่อเนื่อง
แต่เขาก็แยกแยะไว้ชัดเจนว่านี่ไม่เหมือนกับ "greenmail" ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นคืนจากนักลงทุนที่ขู่กรรโชกผู้บริหารในราคาสูงเกินจริง เพื่อให้เลิกยุ่งกับบริษัท เขาเรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า "น่ารังเกียจ" เพราะผู้ถือหุ้นที่เหลือคือคนที่ต้องจ่ายค่าไถ่แทนโดยไม่ได้ยินยอมด้วย
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ผู้บริหารที่กล้ายอมรับความผิดพลาดของตัวเองต่อหน้าสาธารณะ น่าไว้ใจกว่าคนที่ไม่เคยพลาด — บัฟเฟตต์เปิดเผยตัวเลขข้อผิดพลาดของตัวเองแบบละเอียด นี่คือมาตรฐานความโปร่งใสที่ควรใช้ประเมินผู้บริหารบริษัทที่เราถือหุ้น
- ตรวจสอบว่าบริษัทที่เราถือหุ้นซื้อหุ้นคืนด้วยเหตุผลอะไร — ถ้าซื้อคืนตอนราคาต่ำกว่ามูลค่าจริง นั่นดีต่อเรา แต่ถ้าเป็นการซื้อคืนเพื่อเอาใจนักลงทุนที่กดดัน (แบบ greenmail) นั่นคือสัญญาณอันตราย
- เงินเฟ้อกัดกร่อนผลตอบแทนที่ตายตัวได้มากกว่าที่คิด — สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนคงที่ระยะยาว ควรถูกประเมินด้วยมุมมองแบบ "นี่คือธุรกิจที่ทำกำไรได้กี่เปอร์เซ็นต์จริงๆ" ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขดอกเบี้ยที่ระบุไว้
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1984 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1984 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน