ปี 1983 Berkshire ซื้อกิจการ Nebraska Furniture Mart จากหญิงชราวัย 90 ปีชื่อ Mrs. B ที่หนีออกจากรัสเซียมาอเมริกาด้วยเงินติดตัวแทบไม่มี ก่อนสร้างร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจากทุนตั้งต้นแค่ 500 ดอลลาร์ บัฟเฟตต์ยังใช้จดหมายฉบับนี้อธิบายหลักการพื้นฐานที่เขายึดถือในการบริหาร Berkshire ให้ผู้ถือหุ้นใหม่ๆ ฟังแบบละเอียดเป็นครั้งแรกด้วย
Mrs. B: จากผู้อพยพไร้การศึกษา สู่เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ
ราว 67 ปีก่อนหน้าปี 1983 Mrs. Blumkin วัย 23 ปี หนีออกจากรัสเซียมาอเมริกาโดยไม่มีการศึกษาแม้แต่ระดับประถม และไม่รู้ภาษาอังกฤษเลยสักคำ เธอเรียนภาษาจากลูกสาวที่สอนคำศัพท์ที่เรียนมาจากโรงเรียนให้ฟังทุกคืน ปี 1937 หลังขายเสื้อผ้ามือสองมาหลายปีจนเก็บเงินได้ 500 ดอลลาร์ เธอเปิดร้าน Nebraska Furniture Mart ขึ้นมา
ช่วงแรกเธอเจออุปสรรคหนักมาก ร้านค้าคู่แข่งกดดันผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้ขายของให้เธอ เธอถูกฟ้องข้อหาละเมิดกฎหมาย Fair Trade เพราะขายของถูกกว่าราคาตลาดมากเกินไป แต่เธอชนะทุกคดี แถมยังได้แสดงฝีมือขายพรมให้ผู้พิพากษาซื้อไปคดีละ 1,400 ดอลลาร์ในศาลเลยด้วยซ้ำ พอถึงปี 1983 ร้านเดียวของเธอสร้างยอดขายกว่า 100 ล้านดอลลาร์ต่อปี มากกว่าคู่แข่งทุกรายในโอมาฮารวมกันเสียอีก บัฟเฟตต์บอกว่า "ผมยอมปล้ำหมีกริซลี่ยังง่ายกว่าไปแข่งกับ Mrs. B"
ตอนซื้อกิจการ 90% ของร้าน บัฟเฟตต์เขียนเช็คให้ Mrs. B 55 ล้านดอลลาร์ โดยไม่มีการตรวจสอบบัญชี ไม่นับสต็อกสินค้า ไม่ตรวจสอบโฉนดที่ดินใดๆ ทั้งสิ้น เขาบอกว่า "เราให้เช็คกับ Mrs. B แล้วเธอก็ให้คำพูดของเธอกลับมา นั่นคือการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมกันแล้ว" — ความไว้ใจที่สร้างจากชื่อเสียงเรื่องความซื่อสัตย์เพียงอย่างเดียว
มูลค่าทางบัญชี ไม่ใช่มูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ
บัฟเฟตต์อธิบายความต่างระหว่าง "มูลค่าทางบัญชี" (book value) กับ "มูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจ" (intrinsic business value) ด้วยการเปรียบเทียบง่ายๆ — สมมติคุณส่งลูกสองคนเรียนมหาวิทยาลัยด้วยค่าใช้จ่ายเท่ากันเป๊ะ มูลค่าทางบัญชี (เงินที่จ่ายไป) ของการศึกษาทั้งสองคนจะเท่ากัน แต่ผลตอบแทนในอนาคตของแต่ละคนอาจต่างกันมหาศาล ตั้งแต่ศูนย์ไปจนถึงหลายเท่าของค่าเทอมที่จ่ายไป ธุรกิจก็เหมือนกัน — เงินทุนที่ใส่เข้าไปเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าจะสร้างมูลค่าออกมาเท่ากัน
เขาเล่าว่าตอนเข้ามาบริหาร Berkshire ปี 1965 มูลค่าทางบัญชี 19.46 ดอลลาร์ต่อหุ้นตอนนั้นสูงเกินจริงไปมาก เพราะเป็นสินทรัพย์โรงงานสิ่งทอที่ไม่สามารถทำกำไรได้ดีเลย แต่พอถึงปี 1983 สถานการณ์กลับตาลปัตร — มูลค่าที่แท้จริงของ Berkshire สูงกว่ามูลค่าทางบัญชีมาก เพราะบริษัทสร้าง "กู๊ดวิลล์ทางเศรษฐกิจ" (economic Goodwill) อย่างแบรนด์และความน่าเชื่อถือ ซึ่งมีค่ามากกว่าตัวเลขกู๊ดวิลล์ทางบัญชีที่บันทึกในงบดุลเยอะ
ทำไมไม่แตกหุ้น (stock split) ทั้งที่ราคาสูงมาก
ตอนนั้นหุ้น Berkshire ราคาสูงถึง 1,300 ดอลลาร์ต่อหุ้น มีคนถามบัฟเฟตต์บ่อยๆ ว่าทำไมไม่แตกหุ้นให้ราคาถูกลงจะได้ซื้อง่ายขึ้น เขาปฏิเสธตรงๆ เพราะเชื่อว่าการแตกหุ้นจะดึงดูดนักลงทุนที่ซื้อขายตามอารมณ์และราคาหุ้น มากกว่าคนที่เข้าใจธุรกิจจริงๆ เขาเปรียบว่ามันเหมือนโฆษณาคอนเสิร์ตร็อกกับโฆษณาโอเปร่า — แม้ใครจะซื้อตั๋วได้ทั้งคู่ แต่การโฆษณาต่างกันจะดึงคนละกลุ่มมาโดยธรรมชาติ
เขาบอกว่าคนที่ซื้อหุ้นเพราะเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับมูลค่าธุรกิจ มักจะขายด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวกับมูลค่าธุรกิจเหมือนกัน และการมีผู้ถือหุ้นแบบนั้นเยอะๆ จะทำให้ราคาหุ้นแกว่งตัวรุนแรงแบบไม่เกี่ยวกับพื้นฐานธุรกิจเลย เขาอยากให้ผู้ถือหุ้นของ Berkshire เป็นคนที่มองธุรกิจในระยะยาว ไม่ใช่มองแค่ราคาหุ้นวันต่อวัน
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ธุรกิจที่ดีจริงๆ มักมาจากคนที่เข้าใจธุรกิจนั้นทะลุปรุโปร่ง — Mrs. B ไม่มีปริญญาใดๆ แต่รู้จักลูกค้าและซัพพลายเออร์ดีกว่าใคร นี่คือ "ความได้เปรียบทางการแข่งขัน" ที่ไม่ได้มาจากเงินทุนหรือปริญญา
- อย่าดูแค่ตัวเลขในงบการเงินเพียวๆ โดยไม่คิดถึงมูลค่าที่แท้จริง — บริษัทสองบริษัทที่มีสินทรัพย์ทางบัญชีเท่ากัน อาจมีศักยภาพสร้างกำไรในอนาคตต่างกันสุดขั้ว แบรนด์ ความน่าเชื่อถือ และความได้เปรียบทางธุรกิจ คือสิ่งที่งบดุลมักบอกไม่หมด
- ราคาหุ้นที่ถูกลง ไม่ได้แปลว่าน่าซื้อมากขึ้นเสมอไป — สิ่งที่ควรดูคือมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจเทียบกับราคา ไม่ใช่แค่ตัวเลขราคาต่อหุ้นที่ดูน่าดึงดูดเพราะมันดูถูก
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1983 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1983 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน