หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ปี 1982: ยิงธนูก่อนแล้วค่อยวาดเป้าทีหลัง เทคนิคหลอกตัวเองที่ผู้บริหารชอบใช้

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1982 กำไรของ Berkshire ลดลงจาก 15.2% เหลือ 9.8% ของเงินทุนต้นปี แทนที่จะหาเหตุผลกลบเกลื่อน บัฟเฟตต์เลือกเล่าตรงๆ ว่าทำไมตัวชี้วัดที่เขาเคยยกย่องว่าสำคัญที่สุด ถึงใช้ไม่ได้กับ Berkshire อีกต่อไป พร้อมแซะพฤติกรรมผู้บริหารที่ชอบ "ขยับเป้า" เวลาผลงานแย่ลง

อย่ายิงธนูก่อนแล้วค่อยวาดวงเป้ารอบๆ ลูกธนู

บัฟเฟตต์เล่าตรงๆ ว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อน เขาเคยบอกว่าอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อทุน (operating earnings/equity) คือตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดในการประเมินผลงานผู้บริหารรายปี แต่ปี 1982 ตัวเลขนี้ร่วงลงมาเยอะ และเขาก็ยอมรับว่าตัวเลขนี้เริ่มมีประโยชน์น้อยลงสำหรับ Berkshire แล้ว เขาเตือนผู้อ่านเองว่า "ต้องระแวงคำกล่าวอ้างแบบนี้ ตัวชี้วัดมักไม่ค่อยถูกทิ้งตอนที่ผลลัพธ์ยังดีอยู่หรอก"

เขาเปรียบเทียบว่าผู้บริหารที่เจอผลงานแย่ลง มักจะเลือก "ยิงธนูใส่ผ้าใบเปล่าๆ แล้วค่อยวาดวงเป้าล้อมรอบลูกธนูที่ปักอยู่" แทนที่จะยอมรับว่ายิงพลาด แต่บัฟเฟตต์บอกว่าเขาเชื่อในวงเป้าที่ตั้งไว้ล่วงหน้า ตั้งไว้นาน และเล็งให้แคบ เหตุผลที่เขายอมทิ้งตัวชี้วัดเดิมในปีนี้ ไม่ใช่เพราะอยากเลี่ยงความจริง แต่เพราะสัดส่วนกำไรจากบริษัทที่ Berkshire ถือหุ้นน้อยกว่า 20% (ซึ่งกฎบัญชีไม่นับเป็นกำไร) กลายเป็นเรื่องสำคัญเกินกว่าจะมองข้ามได้แล้ว

ยอมออกหุ้นแลกกิจการ ก็เหมือนขายบริษัทบางส่วนทิ้ง

บัฟเฟตต์อธิบายเรื่องที่ผู้บริหารบริษัทมักมองข้าม — เวลาบริษัทออกหุ้นใหม่เพื่อไปซื้อกิจการอื่น มันไม่ต่างจากการ "ขายบริษัทบางส่วนทิ้ง" เพื่อเอาเงินไปซื้อของ ถ้าหุ้นของบริษัทตัวเองซื้อขายอยู่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง (undervalued) การใช้หุ้นนั้นเป็นสกุลเงินแลกซื้อกิจการอื่น เท่ากับเอาทองที่มีค่า 2 บาท ไปแลกของที่มีค่าแค่ 1 บาท เขาบอกว่า "ทองที่มีมูลค่าเป็นทอง ไม่ควรถูกซื้อด้วยการใช้ทอง — หรือแม้แต่เงิน — ที่ถูกตีราคาเป็นตะกั่ว"

เขายกตัวอย่างเปรียบเทียบง่ายๆ ว่าถ้าครอบครัวคุณมีนา 120 ไร่ แล้วไปรวมกิจการกับเพื่อนบ้านที่มีนา 60 ไร่แบบหุ้นส่วนเท่ากัน สุดท้ายอาณาจักรที่คุณดูแลจะโตขึ้นเป็น 180 ไร่ก็จริง แต่สัดส่วนความเป็นเจ้าของของครอบครัวคุณในที่ดินและผลผลิตทั้งหมดกลับหดลงถาวรถึง 25% เขาสรุปแบบกวนๆ ว่า "ผู้บริหารที่อยากขยายอาณาจักรโดยแลกกับผลประโยชน์เจ้าของ น่าจะไปทำงานให้รัฐบาลมากกว่า"

ลงทุนกลับไปหาบริษัทที่คุ้นเคยตั้งแต่เด็ก

บัฟเฟตต์ตั้งข้อสังเกตแบบขำๆ ว่าการลงทุนที่ได้กำไรมากที่สุดสองอันดับแรกของเขา คือ Washington Post กับ GEICO ซึ่งเป็นบริษัทที่เขาเคยมีสายสัมพันธ์เชิงธุรกิจครั้งแรกตั้งแต่อายุ 13 และ 20 ปีตามลำดับ ก่อนจะหายไปจากวงโคจรราว 25 ปี แล้วกลับมาเป็นนักลงทุนในบริษัทเดิมอีกครั้งช่วงกลางทศวรรษ 1970 เขาเรียกมันว่าบทเรียนที่ว่า "ความคิดถึง (nostalgia) ควรมีน้ำหนักไม่น้อยในการเลือกหุ้น" — สื่อว่าการเข้าใจธุรกิจที่คุ้นเคยจริงๆ มีค่ามากกว่าที่คิด

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ระวังคนที่เปลี่ยนตัวชี้วัดผลงานทันทีที่ตัวเลขเริ่มแย่ — ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหารบริษัทหรือตัวเราเองตอนดูพอร์ต ถ้าเริ่ม "เลือกวัดผลด้วยไม้บรรทัดใหม่" ทุกครั้งที่ผลลัพธ์ไม่ดี นั่นคือสัญญาณเตือน
  2. เวลาบริษัทที่เราถือหุ้นออกหุ้นใหม่ไปซื้อกิจการ ให้เช็คว่าคุ้มค่าจริงไหม — การออกหุ้นแลกซื้อกิจการ อาจทำให้สัดส่วนความเป็นเจ้าของของเราในธุรกิจเดิมลดลงแบบไม่รู้ตัว แม้บริษัทจะ "ใหญ่ขึ้น" ก็ตาม
  3. ลงทุนในสิ่งที่เราเข้าใจจริงๆ มักให้ผลตอบแทนดีกว่าไล่ตามเทรนด์ — ไม่จำเป็นต้องเป็นบริษัทที่รู้จักตั้งแต่เด็กเหมือนบัฟเฟตต์ แต่ควรเป็นธุรกิจที่เราเข้าใจโมเดลรายได้และความได้เปรียบจริงๆ ไม่ใช่แค่ได้ยินชื่อบ่อยๆ

แหล่งอ้างอิง

  1. Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1982 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman, 3 มีนาคม 1983

Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1982 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ