จดหมายปี 1981 บัฟเฟตต์เล่าเรื่องตลกร้ายที่ผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ชอบทำกัน — จ่ายแพงเว่อร์เพื่อซื้อกิจการ โดยเชื่อว่า "การจูบเชิงบริหาร" ของตัวเองจะเปลี่ยนกบให้กลายเป็นเจ้าชายได้ เขาเปรียบเทียบไว้แบบไม่เกรงใจใครเลย แถมปีนี้ยังมีเรื่องราวน่ารักของโปรแกรมบริจาคที่ผู้ถือหุ้นเลือกมูลนิธิเองได้ ซึ่งได้รับผลตอบรับล้นหลามอย่างไม่คาดคิด
นิทานเจ้าชายกบ ฉบับห้องประชุมบอร์ด
บัฟเฟตต์ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมผู้บริหารหลายคนถึงชอบซื้อกิจการทั้งบริษัทในราคาแพง (สมมติราคา 2X) ทั้งที่ซื้อหุ้นบางส่วนของบริษัทเดียวกันในตลาดได้ในราคาถูกกว่า (X) เขาสรุปแรงจูงใจที่ไม่มีใครพูดออกมาตรงๆ ไว้ 3 ข้อ — ผู้นำมักมีพลังอยากทำอะไรใหญ่ๆ อยู่เสมอ, องค์กรส่วนใหญ่วัดความสำเร็จจากขนาดมากกว่ากำไร และสุดท้ายคือผู้บริหารหลายคนเชื่อว่าตัวเองมี "การจูบวิเศษ" ที่จะเปลี่ยนธุรกิจแย่ๆ (กบ) ให้กลายเป็นธุรกิจดี (เจ้าชาย) ได้
เขาเขียนไว้ตรงๆ ว่า "นักลงทุนซื้อกบได้ในราคากบตามท้องตลาดเสมอ แต่ถ้านักลงทุนยอมออกเงินให้เจ้าหญิงที่อยากจ่ายแพงเป็นสองเท่าเพื่อแลกกับสิทธิ์จูบกบ การจูบนั้นควรจะต้องทรงพลังมากจริงๆ" แล้วเขาก็แซวว่า "เราเห็นการจูบมามากมาย แต่เห็นปาฏิหาริย์น้อยมาก" บัฟเฟตต์บอกว่าตัวเองก็เคยลองซื้อกบราคาถูกมาแล้วเหมือนกัน แต่การจูบของเขาก็ไม่เวิร์ก — เขายอมรับตรงๆ ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้บริหารระดับตำนานที่พลิกฟื้นธุรกิจแย่ๆ ได้จริง
พยากรณ์ตรงไปตรงมา แม้ผลลัพธ์จะไม่สวย
บัฟเฟตต์เปิดหัวข้ออุตสาหกรรมประกันภัยด้วยคำพูดของ Sam Goldwyn ที่ว่า "การพยากรณ์มันอันตราย โดยเฉพาะการพยากรณ์เรื่องอนาคต" ก่อนจะฟันธงไปเลยว่าปี 1982 จะเป็นปีที่แย่ที่สุดปีหนึ่งของธุรกิจรับประกันภัยในรอบหลายปี เพราะราคาขายกรมธรรม์ที่ตั้งไว้ตอนนี้มันการันตีผลลัพธ์แย่ๆ ไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว (กรมธรรม์ประกันภัยล็อกราคาไว้ทั้งสัญญา แต่ต้นทุนความเสียหายมักจะขยับขึ้นเรื่อยๆ ตามเงินเฟ้อ)
สิ่งที่น่าสนใจคือเขาไม่ได้พูดแบบกลัวๆ กล้าๆ เขาบอกตรงๆ ว่าธุรกิจประกันของ Berkshire เองก็ต้องเจอปีที่หนักเหมือนกัน แม้ทีมผู้จัดการอย่าง Phil Liesche และคนอื่นๆ จะพยายามว่ายทวนกระแสอย่างสุดความสามารถแล้วก็ตาม เขายังพูดถึง GEICO ว่าเป็นบริษัทที่อยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัยกว่าคู่แข่งส่วนใหญ่มาก เพราะบริหารต้นทุนได้มีประสิทธิภาพสุดๆ
โปรแกรมบริจาคที่ผู้ถือหุ้นเลือกเองได้
ปีนี้ Berkshire เริ่มโปรแกรมใหม่ที่ให้ผู้ถือหุ้นแต่ละคนเลือกได้เองว่าอยากให้เงินบริจาคของบริษัท (ตามสัดส่วนหุ้นที่ถือ) ไปที่มูลนิธิไหน แทนที่ผู้บริหารจะเป็นคนตัดสินใจแทนทุกคน ผลตอบรับเกินคาดมาก — จากผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์ร่วมโครงการ 932,206 หุ้น มีถึง 95.6% ที่ตอบรับเข้าร่วม และมีผู้ถือหุ้นกว่า 3% เขียนจดหมายแสดงความเห็นกลับมาด้วยตัวเอง โดยแทบทุกฉบับเห็นด้วยกับโครงการ
บัฟเฟตต์ตั้งข้อสังเกตแบบติดตลกว่าไม่มีผู้ถือหุ้นแม้แต่คนเดียวที่ส่งฟอร์มกลับมาบอกว่า "ให้ผู้บริหารตัดสินใจแทนเถอะ ท่านฉลาดกว่า" ซึ่งสะท้อนว่าเจ้าของบริษัทชอบทั้งการมีสิทธิ์และการได้ใช้สิทธิ์นั้นจริงๆ เขายังเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความตรงไปตรงมา — มีโบรกเกอร์รายใหญ่บางรายส่งจดหมายแจ้งลูกค้าล่าช้าจนลูกค้าพลาดสิทธิ์เข้าร่วม ทั้งที่โบรกเกอร์รายนั้นเรียกเก็บค่าธรรมเนียมส่งเอกสารจาก Berkshire ภายในไม่กี่วัน เขาไม่ปิดบังเรื่องแบบนี้เลย
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ระวังดีลที่ต้อง "จ่ายแพงเพื่อหวังปาฏิหาริย์" — เวลาบริษัทไหนประกาศเทคโอเวอร์กิจการในราคาสูงลิบ ด้วยเหตุผลว่า "ผู้บริหารเราเก่ง จะพลิกให้ดีขึ้นได้" ให้ตั้งคำถามไว้ก่อน เพราะปาฏิหาริย์แบบนั้นเกิดขึ้นได้ยากกว่าที่คิด
- คนที่ยอมรับว่าตัวเองพยากรณ์ผิดได้ น่าเชื่อถือกว่าคนที่มั่นใจไปหมดทุกเรื่อง — บัฟเฟตต์ไม่กลัวที่จะบอกข่าวร้ายล่วงหน้า แม้จะเป็นข่าวร้ายของบริษัทตัวเองก็ตาม ความตรงไปตรงมาแบบนี้เป็นสัญญาณที่ดีเวลาประเมินผู้บริหารบริษัทที่เราถือหุ้น
- ให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนว่าบริษัทดูแลผู้ถือหุ้นจริงจังแค่ไหน — โปรแกรมบริจาคที่ให้สิทธิ์ผู้ถือหุ้นเลือกเอง ดูเป็นเรื่องเล็ก แต่สะท้อนทัศนคติของผู้บริหารที่มองผู้ถือหุ้นเป็น "หุ้นส่วน" ไม่ใช่แค่แหล่งเงินทุน
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1981 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman, 26 กุมภาพันธ์ 1982
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1981 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน