ปี 1980 บัฟเฟตต์เปิดจดหมายด้วยแนวคิดที่ฟังดูขัดสามัญสำนึกแต่กลับสำคัญมาก — บริษัทมี "กำไรที่มองไม่เห็น" ซ่อนอยู่ในงบการเงิน มากกว่ากำไรที่รายงานอย่างเป็นทางการเสียอีก และเขายังเล่าเรื่องการลงทุนใน GEICO ที่กลายเป็นหนึ่งในดีลที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขาไว้ในฉบับนี้ด้วย
"กำไรก้อนโตที่ไม่โผล่ในงบการเงิน"
บัฟเฟตต์อธิบายกฎบัญชีง่ายๆ — ถ้าถือหุ้นบริษัทอื่นน้อยกว่า 20% กฎบัญชีจะให้นับเฉพาะเงินปันผลที่ได้รับเป็นกำไร ส่วนกำไรที่บริษัทนั้นเก็บไว้เองจะไม่ถูกนับเป็นกำไรของเราเลย ทั้งที่ในทางเศรษฐศาสตร์จริงมันก็ยังเป็นเงินของเราอยู่ดี เขาเปรียบเทียบไว้ว่า "ถ้าต้นไม้ต้นหนึ่งโตอยู่ในป่าที่เราเป็นเจ้าของบางส่วน แม้เราจะไม่บันทึกการเติบโตนั้นในงบการเงิน เราก็ยังเป็นเจ้าของต้นไม้ส่วนนั้นอยู่ดี"
ปีนั้นกำไรที่บริษัทอื่นเก็บไว้เอง (ไม่จ่ายปันผลให้ Berkshire Hathaway) มีมูลค่าสูงกว่ากำไรที่รายงานอย่างเป็นทางการทั้งหมดของบริษัทเสียอีก บัฟเฟตต์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ภูเขาน้ำแข็งกำไรที่โผล่พ้นน้ำไม่ถึงครึ่ง"
เรื่องราว GEICO: จากขอบเหวล้มละลาย สู่การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด
ไฮไลต์ของจดหมายฉบับนี้คือเรื่อง GEICO บริษัทประกันภัยรถยนต์ที่เกือบล้มละลายในปี 1976 ก่อนที่ Jack Byrne จะเข้ามาพลิกฟื้น บัฟเฟตต์เข้าซื้อหุ้นด้วยเงินรวม 47 ล้านดอลลาร์ (ครึ่งหนึ่งซื้อตอนปี 1976 ที่ยังมีความเสี่ยงสูง) จนถือหุ้นราว 33% ของบริษัท เขาประเมินว่าส่วนแบ่งกำไรที่แท้จริงจากการถือหุ้นนี้อยู่ที่ราว 20 ล้านดอลลาร์ต่อปี ทั้งที่ปันผลที่ได้รับจริงมีแค่ 3 ล้านดอลลาร์ — ถ้าจะซื้อกำไรระดับนี้ผ่านการเจรจาซื้อกิจการทั้งหมดโดยตรง ต้องใช้เงินอย่างน้อย 200 ล้านดอลลาร์
บัฟเฟตต์เปรียบเทียบสถานการณ์ของ GEICO ตอนนั้นกับ American Express ในปี 1964 ที่เจอเรื่องอื้อฉาวน้ำมันสลัดจนหุ้นร่วงหนัก — ทั้งสองบริษัทมีจุดร่วมกันคือ "ธุรกิจที่ยอดเยี่ยมแต่เจอปัญหาเฉพาะจุดชั่วคราว" ไม่ใช่ธุรกิจที่พังจริงๆ เขาแยกแยะไว้ชัดเจนว่านี่ต่างจากการซื้อ "ธุรกิจแย่ในราคาถูก" (turnaround) ที่เขาเคยเขียนเตือนไว้หลายครั้งแล้วว่ามักจบไม่สวย
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- กำไรที่ไม่โผล่ในงบการเงิน ก็ยังเป็นมูลค่าจริงที่ต้องนับรวม — เวลาประเมินมูลค่าบริษัทที่ถือหุ้นบริษัทอื่นอยู่ อย่ามองแค่ตัวเลขกำไรที่รายงานอย่างเป็นทางการเพียงอย่างเดียว
- แยกให้ออกระหว่าง "ธุรกิจดีที่เจอปัญหาชั่วคราว" กับ "ธุรกิจแย่ที่ราคาถูก" — GEICO เป็นแบบแรก จุดแข็งหลักของธุรกิจไม่ได้หายไปไหน แค่จมอยู่ในปัญหาการเงินชั่วคราว ต่างจากธุรกิจที่โครงสร้างพื้นฐานพังจริงๆ
- ซื้อหุ้นส่วนน้อยของบริษัทที่มีผู้บริหารเก่งมากๆ บางทีคุ้มกว่าซื้อทั้งบริษัทธรรมดา — เงิน 47 ล้านดอลลาร์ที่ลงใน GEICO ให้ผลตอบแทนที่เทียบเท่ากับการซื้อกิจการทั้งหมดมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ ถ้าเลือกบริษัทถูกตัว
แหล่งอ้างอิง
- Berkshire Hathaway Inc. Chairman's Letter 1980 — ลงนามโดย Warren E. Buffett, Chairman, 27 กุมภาพันธ์ 1981
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1980 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน