ปี 1966 Buffett Partnership อายุครบ 10 ปีพอดี บัฟเฟตต์เลยตั้งชื่อจดหมายฉบับนี้ว่า “The First Decade” และมันคือปีที่เขาทำสถิติเอาชนะตลาดขาดลอยที่สุดเท่าที่เคยมีมา — พอร์ตบวก 20.4% ในปีที่ Dow ติดลบ 15.6% ห่างกันถึง 36 จุด แต่จุดที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ตัวเลขสถิติ กลับเป็นสิ่งที่เขาทำในปีถัดมา นั่นคือการประกาศ “ลดเป้าหมาย” ของตัวเองลงทั้งที่เพิ่งทำผลงานดีที่สุดในชีวิต
ปี 1966 ตลาดเป็นยังไง
ปีนั้น Dow ติดลบ 15.6% เป็นปีที่หุ้นบลูชิพตัวใหญ่อย่าง DuPont กับ General Motors ร่วงหนักเป็นพิเศษ ซึ่งฉุด Dow ลงไปมากเพราะดัชนีนี้ถ่วงน้ำหนักตามราคาหุ้น ขณะที่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดจริงๆ ทำผลงานดีกว่านั้นเยอะ บัฟเฟตต์เขียนไว้ว่า “ผู้จัดการกองทุนแทบทุกคนเอาชนะ Dow ได้ในปีนี้” — เป็นปีที่ Dow เป็นคู่แข่งที่ “เอาชนะได้ง่าย” เป็นพิเศษ
ส่วนพอร์ตของ Partnership บวก 20.4% หุ้นส่วนจำกัดได้ 16.8% — ส่วนต่าง 36 จุดจาก Dow ถือเป็นสถิติสูงสุดตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ครบ 10 ปี พอร์ตของ Partnership โตสะสมไป 1,028.7% เทียบกับ Dow ที่โตสะสม 141.1% ในช่วงเวลาเดียวกัน
บัฟเฟตต์บอกตรงๆ ว่า 10 ปีที่ผ่านมา “ไม่มีทางเกิดซ้ำได้อีก”
แทนที่จะฉลองผลงาน 10 ปีอย่างภาคภูมิใจ บัฟเฟตต์กลับเปิดจดหมายด้วยการเตือนหุ้นส่วนตรงๆ ว่า “ผลงาน 10 ปีแรกนี้ไม่มีทางถูกทำซ้ำหรือแม้แต่เข้าใกล้ได้ในทศวรรษหน้า” เขาเปรียบตัวเองสมัยเริ่มต้นว่าเป็น “หนุ่มไฟแรงวัย 25 ที่มีทุนแค่ 105,100 ดอลลาร์” กับตัวเองตอนนี้ที่เป็น “วัย 36 ที่อ้วนขึ้นหน่อย บริหารเงิน 54 ล้านดอลลาร์” ซึ่งเจอไอเดียการลงทุนดีๆ น้อยกว่าเดิมมาก — เหลือแค่ 1 ใน 5 ถึง 1 ใน 10 ของจำนวนไอเดียที่เคยหาเจอในช่วงแรก
เขาบอกว่าเหตุผลหลักคือ หุ้นราคาถูกกว่ามูลค่าจริงแบบชัดเจนหายากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตลาดมีคนวิเคราะห์เยอะขึ้น การแข่งขันสูงขึ้น และเงินทุนของเขาเองก็ใหญ่ขึ้นจนต้องมองหาหุ้นในขนาดที่ใหญ่พอจะซื้อได้จริง
ผลงานปี 1966 มาจากไหนบ้าง
จดหมายฉบับนี้แจกแจงกำไรรวม 8,906,701 ดอลลาร์ ออกเป็น 4 กลุ่มตามที่เคยอธิบายไว้ปี 1964:
- Controls (หุ้นที่คุมกิจการ เช่น Berkshire Hathaway) เงินลงทุนเฉลี่ย 17.3 ล้านดอลลาร์ กำไร 1.57 ล้านดอลลาร์
- Generals — Relatively Undervalued เงินลงทุนเฉลี่ย 21.8 ล้านดอลลาร์ กำไรมากสุดในกลุ่ม 5.12 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากหุ้นตัวเดียวที่เป็นสถานะใหญ่สุดของพอร์ตทั้งสิ้นปี 1965 และ 1966
- Workouts เงินลงทุนเฉลี่ย 7.7 ล้านดอลลาร์ กำไร 1.71 ล้านดอลลาร์
- Generals — Private Owner เงินลงทุนเฉลี่ย 1.4 ล้านดอลลาร์ กำไร 1.0 ล้านดอลลาร์
บัฟเฟตต์ย้ำหลายรอบว่าตัวเลขพวกนี้มาจาก “การลงทุนแค่ 1-2 ตัวใหญ่ๆ ต่อกลุ่ม” ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยจากดีลเยอะๆ เขาเตือนว่าอย่าไปตีความเกินจริงว่าทุกกลุ่มมีสถิติมั่นคงแบบสถิติประชากร เพราะมันคือ “เหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อยและไม่เป็นเนื้อเดียวกัน”
ปีถัดมา: บัฟเฟตต์ประกาศลดเป้าตัวเองทั้งที่เพิ่งทำสถิติดีที่สุด
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดในช่วงนี้ไม่ได้อยู่ในจดหมายเดือนมกราคม 1967 แต่อยู่ในจดหมายพิเศษเดือนตุลาคม 1967 ที่บัฟเฟตต์เขียนถึงหุ้นส่วนว่าเขาจะ “ลดเป้าหมาย” จากเดิมที่ตั้งไว้ว่าต้องเอาชนะ Dow ให้ได้เฉลี่ย 10 จุดต่อปี มาเป็น “9% ต่อปี หรือชนะ Dow แค่ 5 จุด แล้วแต่ว่าอันไหนน้อยกว่า”
เขาให้เหตุผล 4 ข้อตรงๆ ไม่อ้อมค้อม: หนึ่ง หุ้นราคาถูกชัดเจนแบบที่เขาถนัดหายากขึ้นเรื่อยๆ สอง ตลาดเริ่มเข้าสู่ยุคที่คนสนใจ “ผลงานระยะสั้น” มากเกินไปจนกลายเป็นการเก็งกำไรที่เขาไม่ถนัด สาม เงินทุนของเขาโตมาเป็นราว 65 ล้านดอลลาร์แล้ว ยิ่งใหญ่ยิ่งหายากที่จะหาโอกาสดีในขนาดที่พอเหมาะ และสี่ — ข้อที่ตรงไปตรงมาที่สุด — เขาอายุ 37 แล้ว อยากมีเวลาให้กับกิจกรรมอื่นๆ ในชีวิตที่ไม่ใช่แค่การทำเงินสูงสุด ไม่ใช่ทุ่มสุดตัวแบบตอนหนุ่มๆ อีกต่อไป
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ผลงานในอดีตไม่ใช่การรับประกันอนาคต — บัฟเฟตต์เตือนหุ้นส่วนตัวเองตรงๆ ตอนพอร์ตทำสถิติดีที่สุดว่าอย่าคาดหวังให้ซ้ำรอยได้ นี่คือความซื่อสัตย์ที่หายากมากในโลกการลงทุน ที่คนส่วนใหญ่มักโฆษณาผลงานเก่าแบบไม่มีคำเตือน
- กล้าลดเป้าหมายเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ดีกว่าฝืนเสี่ยงเพื่อรักษาตัวเลขเดิม — บัฟเฟตต์ยอมประกาศต่อสาธารณะว่าตัวเองทำได้น้อยลง แทนที่จะแบกความเสี่ยงเพิ่มเพื่อไล่ตามเป้าเก่าที่ไม่สมเหตุสมผลกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว
- คุณภาพของไอเดียสำคัญกว่าจำนวน — ปีนี้กำไรก้อนใหญ่มาจากหุ้นแค่ไม่กี่ตัวที่เข้าใจลึกจริงๆ ไม่ใช่การกระจายเงินไปทั่วๆ ตามจำนวนโอกาสที่มี
10 ปีแรกของ Buffett Partnership จบลงด้วยสถิติที่สวยงามที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้จดหมายชุดนี้น่าจดจำ กลับเป็นความถ่อมตัวที่บัฟเฟตต์แสดงออกตอนอยู่จุดสูงสุด
แหล่งอ้างอิง
Disclaimer: บทความนี้เล่าเนื้อหาจากจดหมายผู้ถือหุ้นของ Warren Buffett สมัย Buffett Partnership เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่พูดถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังของยุค 1960 ตลาดและกติกาการลงทุนเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ควรหาข้อมูลรอบด้านเพิ่มเติมหรือคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนเสมอ