จดหมายปี 1965 เปิดมาด้วยประโยคติดตลกของบัฟเฟตต์เองว่า “สงครามกับความจนของเราประสบความสำเร็จในปี 1965” เพราะพอร์ตรวมโตขึ้น 12,304,060 ดอลลาร์ในปีเดียว ปีนี้เขาเอาชนะตลาดขาดลอยที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Partnership แถมยังเป็นปีที่เขาเข้าคุมกิจการบริษัทสิ่งทอเล็กๆ ชื่อ Berkshire Hathaway อย่างเป็นทางการ — บริษัทที่ต่อมากลายเป็นชื่อของเขาไปตลอดกาล
ปี 1965 ตลาดเป็นยังไง
ปีนั้น Dow ให้ผลตอบแทน +14.2% ถือว่าเป็นปีที่ตลาดโตพอสมควร แต่พอร์ตของ Buffett Partnership กลับพุ่งไป +47.2% ส่วนหุ้นส่วนจำกัดได้ +36.9% — ส่วนต่างจากตลาด 33 จุด ซึ่งบัฟเฟตต์เขียนไว้เองว่าเป็น “ส่วนต่างที่กว้างที่สุดในประวัติศาสตร์ของ BPL”
ปีก่อนหน้าเขาเคยตั้งเป้าไว้ว่าอยากทำได้ดีกว่า Dow เฉลี่ย 10 จุดต่อปี พอปีนี้ทำได้เกินเป้าไปไกล เขาถึงกับเขียนแซวตัวเองว่า “การพยากรณ์ของผมผิดเร็วมาก และคงไม่เกิดซ้ำบ่อยๆ หรอก” — เป็นการเตือนตัวเองและหุ้นส่วนว่าอย่าคาดหวังผลตอบแทนระดับนี้ทุกปี
ที่มาของ Berkshire Hathaway ในพอร์ตบัฟเฟตต์
จดหมายฉบับนี้เล่าย้อนว่าบัฟเฟตต์เริ่มทยอยซื้อหุ้น Berkshire Hathaway ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1962 ที่ราคาเริ่มต้น 7.60 ดอลลาร์ต่อหุ้น และซื้อเพิ่มหนักมากช่วงต้นปี 1965 จนต้นทุนเฉลี่ยขยับมาอยู่ที่ 14.86 ดอลลาร์ต่อหุ้น กระทั่งฤดูใบไม้ผลิปี 1965 เขาซื้อมากพอจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่และเข้าคุมกิจการ
Berkshire Hathaway ตอนนั้นเป็นโรงงานสิ่งทอที่กำลังขาลง เคยรุ่งเรืองสุดในปี 1948 ด้วยกำไรก่อนภาษีราว 29.5 ล้านดอลลาร์ พนักงาน 11,000 คน จากโรงงาน 11 แห่ง แต่พอถึงปี 1965 เหลือแค่ 2 โรงงานกับพนักงาน 2,300 คน ธุรกิจสิ่งทอกำลังถูก disrupt แต่บัฟเฟตต์เขียนว่าเขา “แปลกใจอย่างน่ายินดี” ที่พบว่าทีมบริหารที่เหลืออยู่ยังเก่งมาก โดยเฉพาะ Ken Chace ที่เขาไว้ใจให้ดูแลกิจการต่อโดยไม่ต้องส่งคนนอกเข้าไปเลย ณ สิ้นปี 1965 บริษัทมีเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ (ยังไม่รวมมูลค่าโรงงานและเครื่องจักร) อยู่ที่ราว 19 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าราคาที่เขาซื้อมาเยอะ
บัฟเฟตต์เปรียบเทียบเองว่า Berkshire คงไม่มีวันโตหวือหวาแบบหุ้นเทคยุคนั้นอย่าง Xerox แต่ “มันเป็นของที่ถือแล้วสบายใจ” — เหมือนคำพูดของเพื่อนเขาที่ว่า “ควรกินข้าวโอ๊ตบ้าง ไม่ใช่กินแต่ครีมพัฟ”
Ground Rule ใหม่: กล้าลงหนักได้ถึง 40% ในหุ้นตัวเดียว
ปีนี้บัฟเฟตต์เพิ่มกฎข้อ 7 เข้าไปในเอกสารข้อตกลงกับหุ้นส่วน ระบุตรงๆ ว่า “เรากระจายความเสี่ยงน้อยกว่าพอร์ตการลงทุนทั่วไปมาก เราอาจลงเงินสูงถึง 40% ของสินทรัพย์สุทธิในหุ้นตัวเดียว ถ้าข้อเท็จจริงและเหตุผลของเราแม่นยำสูงมาก และโอกาสที่มูลค่าพื้นฐานจะเปลี่ยนแปลงรุนแรงมีน้อยมาก”
เขาเรียกการถือหุ้นเยอะเกินไปแบบไม่เข้าใจลึกว่า “สำนัก Noah School of Investing” — ถือทุกอย่างอย่างละคู่เหมือนเรือโนอาห์ แล้วแซวว่าคนแบบนี้ “ควรไปขับเรือ ไม่ใช่บริหารพอร์ต” เขาอ้างคำพูดของ Billy Rose นักธุรกิจยุคนั้นที่ว่า “มีเมียเก็บอยู่ 70 คน แต่ไม่มีทางรู้จักใครสักคนดีจริงๆ หรอก” เพื่อล้อเรื่องการกระจายความเสี่ยงจนเกินพอดี
ปิดรับหุ้นส่วนใหม่ เพราะกลัวเงินก้อนใหญ่เกินไปจะฉุดผลงาน
เงินทุนของ Partnership โตมาเป็น 43,645,000 ดอลลาร์ในปีนี้ บัฟเฟตต์เขียนตรงๆ ว่าเขาเริ่มรู้สึกว่าเงินทุนที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจเริ่มเป็นผลเสียต่อผลตอบแทนในอนาคต เขาเลยตัดสินใจไม่รับหุ้นส่วนใหม่เข้ามาอีก (หุ้นส่วนเดิมยังเติมเงินเพิ่มได้) — เป็นการยอมรับตรงๆ ว่ายิ่งเงินเยอะ ยิ่งหาโอกาสดีๆ ในขนาดที่เหมาะสมได้ยากขึ้น
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- กระจายความเสี่ยงเยอะเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป — บัฟเฟตต์เชื่อว่าการถือหุ้นเป็นร้อยตัวที่ไม่เข้าใจลึกซึ้ง อันตรายกว่าการถือหุ้นไม่กี่ตัวที่เข้าใจจริง แต่การกระจุกตัวขนาด 40% แบบเขาต้องมาพร้อมการขุดข้อมูลบริษัทอย่างละเอียดสุดๆ ไม่ใช่เรื่องที่ทำตามกันได้ง่ายๆ
- ธุรกิจที่ดูไม่หวือหวาก็มีมูลค่าซ่อนอยู่ได้ — Berkshire Hathaway ตอนนั้นเป็นแค่โรงงานสิ่งทอขาลง แต่บัฟเฟตต์มองเห็นสินทรัพย์และทีมบริหารที่มีมูลค่าจริง มากกว่าราคาหุ้นที่ตลาดให้ในตอนนั้น
- รู้ลิมิตตัวเอง ก่อนที่ตลาดจะบอกให้รู้ — บัฟเฟตต์ปิดรับเงินใหม่ตอนที่ยังทำผลงานดีอยู่ ไม่ใช่รอให้ผลงานแย่ลงก่อนถึงจะยอมรับว่าจัดการเงินก้อนใหญ่ขึ้นมันยากขึ้นจริง
ปี 1965 น่าจะเป็นปีที่บัฟเฟตต์เองก็คงไม่รู้ว่ากำลังเริ่มต้นบทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนักลงทุนของเขาอยู่ เพราะโรงงานสิ่งทอเล็กๆ ที่เขาซื้อในปีนี้ จะกลายเป็นเรือธงที่พาเขาไปสู่การเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดคนหนึ่งของโลกในเวลาต่อมา
แหล่งอ้างอิง
Disclaimer: บทความนี้เล่าเนื้อหาจากจดหมายผู้ถือหุ้นของ Warren Buffett สมัย Buffett Partnership เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่พูดถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังของยุค 1960 ตลาดและกติกาการลงทุนเปลี่ยนไปเยอะมากแล้ว ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง ควรหาข้อมูลรอบด้านเพิ่มเติมหรือคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก่อนเสมอ