Warren Buffett เปิดจดหมายปี 1963 ด้วยประโยคที่ฟังดูแปลกๆ ว่า “1963 was a good year” แล้วรีบอธิบายต่อทันทีว่ามันไม่ได้ดีเพราะกำไรเป็นเงิน 3.6 ล้านดอลลาร์ หรือโต 38.7% เขาบอกว่าต่อให้ปีนั้นพอร์ตติดลบ 20% แต่ถ้า Dow ติดลบ 30% เขาก็ยังจะเปิดจดหมายด้วยประโยคเดิมว่า “1963 was a good year” อยู่ดี
ปี 1963 ตลาดเป็นยังไง
ปีนี้ Dow บวก 20.7% (รวมปันผล) ถือว่าเป็นปีที่ตลาดทำผลงานดีมาก แต่พอร์ตของบัฟเฟตต์ก็ยังทำได้ดีกว่า ปิดปีที่ 38.7% ก่อนหักส่วนแบ่งให้ตัวเขาเอง ถ้านับสะสมตั้งแต่ปี 1957 ถึง 1963 พอร์ตของเขาโตสะสมไปแล้ว 454.5% ในขณะที่ Dow โตสะสม 95.1% เท่านั้น
แต่ประเด็นที่บัฟเฟตต์ย้ำหนักที่สุดในจดหมายฉบับนี้คือ เขาไม่อยากให้หุ้นส่วนตัดสินผลงานจากตัวเลขบวกหรือลบเพียวๆ แต่ให้ตัดสินจากส่วนต่างเทียบกับ Dow ต่างหาก เพราะถ้าปีไหนตลาดร่วงหนักแล้วพอร์ตร่วงน้อยกว่า นั่นคือปีที่ดี ต่อให้ตัวเลขจริงติดลบก็ตาม
เรื่องเล่าโมนาลิซ่า: อีกบทเรียนเรื่องดอกเบี้ยทบต้น
ปีก่อนหน้าบัฟเฟตต์เล่าเรื่องเงินลงทุนของราชินีอิซาเบลลาไปแล้ว ปีนี้เขาเปลี่ยนมาเล่าเรื่องภาพวาดแทน โดยยกตัวอย่างว่า Francis I แห่งฝรั่งเศสจ่ายเงินราว 20,000 ดอลลาร์ (แปลงจากสกุลเงินยุคนั้น) ซื้อภาพ Mona Lisa ของ Leonardo da Vinci ในปี 1540 บัฟเฟตต์คำนวณว่าถ้าเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนที่ผลตอบแทนทบต้นหลังหักภาษี 6% ต่อปีแทนที่จะซื้อภาพ ป่านนี้เงินก้อนนั้นจะโตเป็นตัวเลขระดับควอดริลเลียนดอลลาร์ไปแล้ว เขาใช้เรื่องนี้ย้ำอีกครั้งว่าส่วนต่างผลตอบแทนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี พอสะสมเวลานานพอ จะสร้างความต่างมหาศาลกว่าที่คนทั่วไปจินตนาการได้
Texas National Petroleum: ตัวอย่าง Work-out แบบละเอียดยิบ
ในภาคผนวกของจดหมาย บัฟเฟตต์เล่าเคสตัวอย่างของการลงทุนแบบ “work-out” ให้เห็นภาพชัดๆ ผ่านดีล Texas National Petroleum (TNP) บริษัทผลิตน้ำมันและก๊าซขนาดเล็กที่กำลังจะถูก Union Oil of California ซื้อกิจการ
บัฟเฟตต์เข้าซื้อทั้ง 3 ประเภทหลักทรัพย์ของ TNP คือหุ้นกู้ (debentures) หุ้นสามัญ และใบสำคัญแสดงสิทธิ (warrants) โดยประเมินจากตัวเลขในเอกสารที่บริษัทแจ้งผู้ถือหุ้นว่าจะได้รับเงินคืนเท่าไหร่หากดีลสำเร็จ ระหว่างทางดีลก็ล่าช้ากว่าที่บริษัทประกาศไว้หลายเดือน เพราะติดขั้นตอนขอเอกสารรับรองทางภาษีจากกรมสรรพากรสหรัฐฯ (IRS) แต่สุดท้ายดีลก็ปิดสำเร็จในเดือนตุลาคม 1962
ผลลัพธ์คือฝั่งหุ้นกู้ได้ผลตอบแทนราว 20% ต่อปี ฝั่งหุ้นและวอแรนต์ได้ผลตอบแทนราว 22% ต่อปี บัฟเฟตต์ย้ำว่านี่ไม่ใช่ดีลที่หวือหวาเป็นพิเศษ แค่เป็นตัวอย่าง “งานประจำ” ของสาย work-out เขาบอกว่าหลักการคือต้องเก็บข้อมูลให้ครบ ติดตามความคืบหน้าตลอด และประเมินความเสี่ยงแต่ละจุดของดีลอย่างรอบคอบ เพราะถ้าดีลล่มกลางทาง มูลค่าจะหายไปทันที
ปิดตำนาน Dempster Mill
ปีนี้คือปีที่เรื่องราวของ Dempster Mill จบลง หลังจาก Harry Bottle เข้ามาพลิกฟื้นบริษัทได้สำเร็จในปี 1962 พอถึงปี 1963 บัฟเฟตต์ต้องเจอโจทย์ใหม่คือภาษีนิติบุคคลที่หนักขึ้นจากกำไรที่ Harry ทำได้ เขาเลยตัดสินใจหาทางขายกิจการออกไป และในที่สุดก็ปิดดีลขายสินทรัพย์ของบริษัทได้สำเร็จ ทำให้พอร์ตรับรู้มูลค่าออกมาราว 80 ดอลลาร์ต่อหุ้น จากที่ซื้อมาเฉลี่ยประมาณ 28 ดอลลาร์ต่อหุ้นเมื่อปี 1961
บัฟเฟตต์สรุปบทเรียนจากเรื่อง Dempster ไว้ 2 ข้อในภาคผนวก ข้อแรกคือธุรกิจแบบนี้ต้องใช้ความอดทนสูง หุ้นอาจไม่ขยับราคาเลยเป็นเดือนหรือเป็นปี ต้องวัดผลงานในกรอบเวลาอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไปถึงจะเห็นภาพจริง ข้อสองคือเขาจะไม่พูดถึงการลงทุนที่กำลังทำอยู่ตอนนั้นกับใคร แม้แต่หุ้นส่วนของตัวเอง เพราะการเปิดเผยข้อมูลก่อนเวลาอาจทำร้ายผลลัพธ์ของดีลได้
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- วัดผลงานเทียบกับเกณฑ์ ไม่ใช่แค่ดูตัวเลขบวกลบ — แนวคิด “1963 was a good year” ของบัฟเฟตต์สอนว่าการประเมินผลงานพอร์ตต้องเทียบกับสิ่งที่ควรจะเป็นด้วย ไม่ใช่แค่ดูว่ากำไรหรือขาดทุน ปีที่ขาดทุนน้อยกว่าตลาดโดยรวมก็นับเป็นปีที่ทำได้ดีได้เหมือนกัน
- ก่อนลงทุนในดีลที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน ต้องเช็คข้อมูลให้ครบ — จากเคส Texas National Petroleum บัฟเฟตต์ไม่ได้เข้าซื้อตามข่าวลือ แต่รอให้มีการประกาศดีลอย่างเป็นทางการ แล้วติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดตลอดทาง การลงทุนแบบนี้ต้องอาศัยการทำการบ้านหนัก ไม่ใช่การเดา
- ความอดทนคือส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ไม่ใช่จุดอ่อน — เรื่อง Dempster ใช้เวลาตั้งแต่ซื้อหุ้นครั้งแรกจนขายกิจการออกไปรวมแล้วหลายปี บัฟเฟตต์ย้ำว่าธุรกิจแบบนี้ต้องวัดผลในกรอบเวลายาว การที่หุ้นไม่ขยับราคาเป็นเวลานานไม่ได้แปลว่าการตัดสินใจผิด
แหล่งอ้างอิง
Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อขายหุ้นตัวไหนทั้งสิ้น ตัวเลขและเหตุการณ์ทั้งหมดมาจากจดหมายต้นฉบับปี 1963 เป็นข้อมูลย้อนหลังที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี ก่อนตัดสินใจลงทุนควรหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ