หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ ปี 1962

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1962 ตลาดหุ้นอเมริกาติดลบ 7.6% (รวมปันผลแล้ว) เป็นปีที่คนถือหุ้นส่วนใหญ่หน้าเซ็ง แต่พอร์ตของ Warren Buffett กลับบวก 13.9% — ห่างจากตลาดกว่า 21 จุดเปอร์เซ็นต์ และพระเอกตัวจริงของปีนี้ไม่ใช่หุ้นตัวไหนที่ราคาพุ่งแรง แต่เป็นชายคนหนึ่งชื่อ Harry Bottle ที่บัฟเฟตต์จ้างมาช่วยกอบกู้บริษัทที่เขาเข้าไปควบคุมเอง

ปี 1962 ตลาดเป็นยังไง

บัฟเฟตต์เล่าว่า Dow เปิดปีที่ 731 จุด ระหว่างทางร่วงลงไปแตะ 535 จุดในเดือนมิถุนายน ก่อนจะดีดกลับมาปิดปีที่ 652 จุด ถ้านับรวมปันผลด้วยแล้วภาพรวมทั้งปีของ Dow ติดลบ 7.6% ส่วนพอร์ตของบัฟเฟตต์ปิดปีบวก 13.9% เขาเขียนไว้ตรงๆ ว่า “ปีแบบนี้แหละที่เราควรจะโดดเด่น เพราะกลยุทธ์ของเราถูกออกแบบมาให้ทำได้ดีในตลาดขาลงหรือตลาดทรงตัว”

Harry Bottle: คนที่บัฟเฟตต์จ้างมาทำในสิ่งที่ตัวเองทำไม่ได้

ย้อนไปปี 1961 บัฟเฟตต์เข้าไปครองอำนาจควบคุม Dempster Mill Manufacturing บริษัทเครื่องมือการเกษตรที่กำไรน้อยมากเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ใช้ ตอนแรกเขาลองทำงานร่วมกับผู้บริหารเดิม พยายามปรับปรุงการใช้เงินทุนและลดต้นทุน แต่หลังจากพยายามอยู่ราวครึ่งปี บัฟเฟตต์เขียนตรงๆ ว่า “ความพยายามนั้นล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”

เขาเลยตัดสินใจหาคนใหม่มาแทน เพื่อนแนะนำ Harry Bottle มา บัฟเฟตต์เจอ Harry ที่ลอสแอนเจลิสวันที่ 17 เมษายน 1962 เสนอดีลที่ผูกผลตอบแทนของ Harry กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ พอวันที่ 23 เมษายน Harry ก็นั่งเก้าอี้ประธานบริษัทที่เมือง Beatrice เรียบร้อยแล้ว

ผลงานของ Harry ในปีนั้นน่าทึ่งมาก บัฟเฟตต์เขียนว่าจุดคุ้มทุน (breakeven point) ของ Dempster ถูกตัดลงเกือบครึ่งหนึ่ง สินค้าค้างสต๊อกที่ขายไม่ออกถูกเคลียร์หรือตัดบัญชีทิ้งไป มีการตัดมูลค่าสินค้าคงคลังออกไปถึง 550,000 ดอลลาร์ พร้อมปรับระบบการตลาดใหม่และขายทิ้งสาขาที่ขาดทุน แล้วเอาเงินสดที่ปลดล็อกออกมาไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่อ บัฟเฟตต์ถึงกับเรียก Harry ว่า “บุรุษแห่งปีอย่างไม่ต้องสงสัย” (unquestionably the man of the year)

หลักการที่บัฟเฟตต์ยึดตลอด: ซื้อให้ถูกจนขายแบบธรรมดาก็ยังกำไร

จากเรื่อง Dempster บัฟเฟตต์สรุปแนวคิดหลักของเขาไว้เป็นประโยคที่หลายคนจำได้จนถึงทุกวันนี้ เขาเขียนว่า “อย่าไปหวังพึ่งว่าจะขายเก่ง ให้ซื้อในราคาที่น่าดึงดูดจนขายแบบธรรมดาก็ยังได้ผลลัพธ์ที่ดี ส่วนการขายเก่งๆ ก็แค่เป็นของแถม” — พูดง่ายๆ คือถ้าซื้อของถูกพอตั้งแต่แรก ต่อให้จังหวะขายไม่ได้เนี้ยบสุดยอด ก็ยังกำไรอยู่ดี

เรื่องเล่าดอกเบี้ยทบต้น: จาก 30,000 ดอลลาร์ สู่ 2 ล้านล้านดอลลาร์

ในจดหมายฉบับนี้บัฟเฟตต์เล่าเรื่องสนุกๆ เพื่ออธิบายพลังของดอกเบี้ยทบต้น (compounding) เขายกตัวอย่างว่าค่าใช้จ่ายการเดินทางของโคลัมบัสที่ราชินีอิซาเบลลาลงทุนให้ในปี 1492 อยู่ที่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์ ถ้าเอาเงินก้อนนั้นไปลงทุนที่ผลตอบแทนทบต้น 4% ต่อปีไปเรื่อยๆ จนถึงปี 1962 เงินก้อนนั้นจะโตเป็นประมาณ 2 ล้านล้านดอลลาร์ — ตัวเลขที่ฟังดูเวอร์ แต่ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ตามคณิตศาสตร์ของดอกเบี้ยทบต้น บัฟเฟตต์ใช้เรื่องนี้ย้ำว่าแม้ส่วนต่างผลตอบแทนแค่ไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี พอสะสมนานพอก็สร้างความต่างมหาศาลได้

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ซื้อให้ถูกพอตั้งแต่แรก ดีกว่าหวังจับจังหวะขายให้เป๊ะ — หลักการของบัฟเฟตต์คือให้ราคาซื้อมีส่วนต่างความปลอดภัย (margin of safety) มากพอ ต่อให้ขายออกมาแบบธรรมดาไม่ได้จังหวะสวยหรู ผลลัพธ์ก็ยังโอเคอยู่ดี ดีกว่าไปหวังพึ่งว่าจะขายได้ที่จุดสูงสุดพอดิบพอดี
  2. รู้ตัวว่าอะไรทำเองไม่ได้ ก็หาคนที่ทำได้มาช่วย — บัฟเฟตต์เก่งเรื่องมองหามูลค่า แต่ไม่ได้เก่งเรื่องบริหารโรงงาน พอลองทำเองแล้วไม่เวิร์ค เขาก็ไม่ดันทุรัง แต่ไปหาคนที่เชี่ยวชาญกว่ามาทำแทน หลักการนี้ใช้ได้กับการลงทุนของเราด้วย ถ้าเรื่องไหนไม่ถนัดจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืนทำเอง
  3. ส่วนต่างผลตอบแทนเล็กๆ สะสมนานพอ กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ — เรื่องเล่าเงินของอิซาเบลลาเป็นตัวอย่างสุดโต่ง แต่สื่อสารประเด็นสำคัญคือเวลาคือเพื่อนของดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งถือยาว ยิ่งปล่อยให้ผลตอบแทนทบไปเรื่อยๆ โดยไม่รบกวนมัน ผลลัพธ์ยิ่งทวีคูณ

แหล่งอ้างอิง

  1. Complete Buffett Partnership Letters 1957-1970 (focusedcompounding.com) — จดหมายฉบับปี 1962

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อขายหุ้นตัวไหนทั้งสิ้น ตัวเลขและเหตุการณ์ทั้งหมดมาจากจดหมายต้นฉบับปี 1962 เป็นข้อมูลย้อนหลังที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี ก่อนตัดสินใจลงทุนควรหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ