หน้าหลัก / บทความ / จดหมายบัฟเฟตต์
จดหมายบัฟเฟตต์

จดหมายบัฟเฟตต์ ปี 1961

12 ก.ค. 2569 อ่าน 1 นาที จดหมายบัฟเฟตต์

ปี 1961 ตลาดหุ้นอเมริกาบวกไป 22.2% (รวมปันผล) ถือว่าเป็นปีที่ดีมากสำหรับคนทั่วไปที่ถือหุ้นอยู่แล้ว แต่พอร์ตของ Warren Buffett ที่ดูแลเงินให้หุ้นส่วนอยู่ตอนนั้นกลับโตไป 45.9% — เกือบเท่าตัวของตลาด ทั้งที่บัฟเฟตต์เองเขียนไว้ตรงๆ ว่าปกติเขาจะ “แพ้ตลาด” ในปีที่ตลาดขึ้นแรงๆ แบบนี้ด้วยซ้ำ

ปี 1961 ตลาดเป็นยังไง

จดหมายฉบับนี้เขียนตอนต้นปี 1962 สรุปผลงาน 5 ปีเต็มของพาร์ตเนอร์ชิป บัฟเฟตต์เอาผลตอบแทนของ Dow Jones มาเทียบทุกปี แล้วสรุปว่าปี 1961 พอร์ตของเขาโต 45.9% ในขณะที่ Dow บวก 22.2% ถ้านับสะสมตั้งแต่ปี 1957 ถึง 1961 พอร์ตของเขาโตสะสม 251% ในขณะที่ Dow โตสะสมแค่ 74.3%

บัฟเฟตต์ยังเอาข้อมูลกองทุนรวมยุคนั้นมาเทียบให้ดูด้วย เขาอ้างอิงหนังสือของ Arthur Wiesenberger ที่รวบรวมผลงานกองทุน 15 ปี (1946-1960) พบว่าในกองทุนหุ้น 38 กองที่เทียบกันได้อย่างเป็นธรรม มีแค่ 6 กองที่ทำผลตอบแทนชนะ Dow ที่เหลือ 32 กองแพ้ตลาดหมด — เขาสรุปว่า Dow “ไม่ใช่คู่แข่งหมูๆ” อย่างที่หลายคนคิด

3 ตะกร้าการลงทุนที่บัฟเฟตต์ใช้แบ่งพอร์ต

ในจดหมายฉบับนี้บัฟเฟตต์อธิบายวิธีแบ่งพอร์ตเป็น 3 กลุ่มอย่างละเอียดเป็นครั้งแรก

Generals คือหุ้นที่ถูกกว่ามูลค่าจริง (undervalued) ที่เขาไม่มีอำนาจไปยุ่งกับนโยบายบริษัท แค่รอให้ตลาดมองเห็นมูลค่า กลุ่มนี้ทำเงินให้เขามากที่สุดในภาพรวม แต่ก็ผันผวนตามตลาดมากที่สุดด้วย

Work-outs คือดีลที่มีไทม์ไลน์ชัดเจน เช่น บริษัทกำลังจะถูกควบรวมหรือขายกิจการ กำไรมาจากดีลจะสำเร็จไหม ไม่ใช่ตลาดจะขึ้นหรือลง

Controls คือหุ้นที่เขาถือมากพอจะเข้าไปมีสิทธิ์มีเสียงในบริษัทเลย กลุ่มนี้ต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะเห็นผล และในปี 1961 นี่คือกลุ่มที่เริ่มเป็นพระเอกของเรื่อง

Dempster Mill: จากผู้ถือหุ้นธรรมดา สู่เจ้าของบริษัท

บัฟเฟตต์เล่าว่าเขาเริ่มซื้อหุ้น Dempster Mill Manufacturing (บริษัทผลิตเครื่องมือการเกษตรและระบบน้ำที่เมือง Beatrice รัฐเนแบรสกา) มาตั้งแต่ 5 ปีก่อนหน้าในฐานะหุ้นถูกกว่ามูลค่าจริงทั่วไป จากนั้นค่อยๆ สะสมหุ้นเพิ่ม จนได้เข้าไปนั่งเป็นบอร์ดบริหารเมื่อ 4 ปีก่อน และในเดือนสิงหาคม 1961 เขาก็ซื้อหุ้นจนได้ครองอำนาจควบคุมบริษัท (majority control) — ถือหุ้นเอง 70% บวกพันธมิตรอีก 10%

จุดที่น่าสนใจคือ ในตอนนั้น Dempster ไม่มีตลาดซื้อขายหุ้นที่มีความหมายเลย เพราะมีผู้ถือหุ้นแค่ราว 150 คน บัฟเฟตต์เลยต้องประเมินมูลค่าเองว่าหุ้นที่ถืออยู่ควรมีมูลค่าเท่าไหร่ ตอนสิ้นปีเขาประเมินไว้ที่ 35 ดอลลาร์ต่อหุ้น — ทั้งที่มูลค่าทางบัญชี (book value) อยู่ที่ 75 ดอลลาร์ต่อหุ้น เขาบอกตรงๆ ว่านี่คือมูลค่าแบบระมัดระวัง ไม่ใช่ตัวเลขในฝัน

ที่สำคัญคือต้นทุนเฉลี่ยที่เขาซื้อหุ้นครองอำนาจมาคือประมาณ 28 ดอลลาร์ต่อหุ้นเท่านั้น ต่ำกว่ามูลค่าที่เขาประเมินไว้เองด้วยซ้ำ — พูดง่ายๆ คือถึงจะประเมินแบบระวังสุดๆ ก็ยังมีกำไรในมืออยู่แล้วตั้งแต่วันแรก

ทำไมบัฟเฟตต์ใช้ Dow เป็น “ไม้บรรทัด”

อีกประเด็นที่บัฟเฟตต์ย้ำในจดหมายฉบับนี้คือเรื่อง “par” หรือไม้บรรทัดวัดผลงาน เขาบอกว่าตกลงกับหุ้นส่วนไว้ตั้งแต่แรกว่าจะใช้ Dow Jones เป็นเกณฑ์เทียบ เพราะมันเป็นดัชนีที่รู้จักกันแพร่หลาย มีประวัติยาวนาน และสะท้อนประสบการณ์ของนักลงทุนทั่วไปได้ดี — เขาเลือกไม้บรรทัดนี้ไว้ล่วงหน้า ไม่ใช่มาเลือกทีหลังตอนผลงานออกมาดีแล้วค่อยหาอะไรมาเทียบให้ตัวเองดูเก่ง

เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง

  1. ตั้งไม้บรรทัดวัดผลงานตัวเองไว้ล่วงหน้า — บัฟเฟตต์เลือก Dow เป็นเกณฑ์เทียบตั้งแต่ก่อนเห็นผลตอบแทน ไม่ใช่มาเลือกดัชนีที่ตัวเองชนะทีหลัง พอร์ตเราเองก็ควรมีเกณฑ์เทียบที่ตั้งไว้ล่วงหน้าเหมือนกัน จะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราทำได้ดีหรือแค่รู้สึกว่าดี
  2. ประเมินมูลค่าแบบระวังไว้ก่อน ไม่ใช่มองโลกสวย — บัฟเฟตต์ประเมิน Dempster ที่ 35 ดอลลาร์ ทั้งที่มูลค่าทางบัญชีสูงกว่านั้นมาก เพราะเขาคิดจากมุมว่า “ถ้าต้องขายเดี๋ยวนี้จะได้เท่าไหร่” ไม่ใช่ “อยากให้มันมีมูลค่าเท่าไหร่” การประเมินแบบระวังไว้ก่อนช่วยกันความผิดหวังได้เยอะ
  3. ดีลใหญ่ๆ ไม่ได้เกิดในวันเดียว — กว่าบัฟเฟตต์จะได้ครองอำนาจ Dempster เขาใช้เวลาสะสมหุ้นมา 5 ปี ผ่านการเป็นบอร์ดมา 4 ปี ก่อนจะถึงจุดตัดสินใจ ความอดทนสะสมสถานะทีละนิดเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ไม่ใช่ความล่าช้าที่ต้องรีบแก้ไข

แหล่งอ้างอิง

  1. Complete Buffett Partnership Letters 1957-1970 (focusedcompounding.com) — จดหมายฉบับปี 1961

Disclaimer: บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อขายหุ้นตัวไหนทั้งสิ้น ตัวเลขและเหตุการณ์ทั้งหมดมาจากจดหมายต้นฉบับปี 1961 เป็นข้อมูลย้อนหลังที่ผ่านมาแล้วหลายสิบปี ก่อนตัดสินใจลงทุนควรหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

Disclaimer: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน การตัดสินใจลงทุนทุกครั้งควรพิจารณาจากข้อมูลที่หลากหลายและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
กลับหน้าบทความ