ลองนึกภาพว่าเปิดข่าวเจอ Dow Jones บวก 16.4% ทั้งปี แต่พอไปถามเพื่อนที่ถือหุ้นตัวอื่นๆ กลับบอกว่าขาดทุน — ฟังดูขัดกันใช่ไหม นี่แหละคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในปี 1959 และบัฟเฟตต์เขียนอธิบายไว้ในจดหมายฉบับนี้ว่าทำไมดัชนีถึง “หลอกตา” คนได้ขนาดนั้น
ปี 1959 ตลาดเป็นยังไง
Dow Jones Industrial Average ขึ้นจาก 583 เป็น 679 จุด หรือ +16.4% รวมปันผลแล้วเป็น +19.9% แต่บัฟเฟตต์บอกว่าภาพนี้ “ค่อนข้างผิดเพี้ยน” (somewhat faulty) เพราะบนตลาดหุ้นนิวยอร์ก จริงๆ แล้วมีหุ้นที่ราคาร่วงมากกว่าหุ้นที่ราคาขึ้น (710 ตัวร่วง เทียบกับ 628 ตัวขึ้น) แถมดัชนีกลุ่มรถไฟและกลุ่มสาธารณูปโภคก็ปิดปีติดลบทั้งคู่
แม้แต่กองทุนใหญ่ๆ ก็สู้ดัชนีไม่ได้ Tri-Continental Corp กองทุนปิด (closed-end fund) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศตอนนั้น (สินทรัพย์ 400 ล้านดอลลาร์) ทำได้แค่ +5.7% ส่วน Massachusetts Investors Trust กองทุนรวมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (สินทรัพย์ 1.5 พันล้านดอลลาร์) ทำได้ราว +9% เท่านั้น — ทั้งคู่แพ้ดัชนีขาดลอย
บัฟเฟตต์ทำได้ดีกว่าดัชนีไปอีก
6 partnership ที่ดำเนินการเต็มปี 1959 ทำผลตอบแทนอยู่ระหว่าง 22.3% ถึง 30.0% เฉลี่ยราว 25.9% — สูงกว่าทั้งดัชนี Dow Jones และกองทุนใหญ่ๆ ที่กล่าวถึงข้างต้น เขาเขียนย้ำด้วยว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ “ภาษีทรัพย์สินไม่มีตัวตน” ของรัฐเนแบรสกา (Nebraska Intangibles Tax) ถูกบังคับใช้จริงจัง คิดเป็น 0.4% ของมูลค่าตลาด ซึ่งกินผลตอบแทนไปส่วนหนึ่งเหมือนกัน
ที่น่าสนใจคือบัฟเฟตต์เตือนตัวเองไว้เรื่องความเชื่อเรื่อง “ยุคใหม่” (New Era) ของตลาด — เขาเขียนว่าถ้าเชื่อว่าราคาหุ้นบลูชิพระดับสูงตอนนั้นสมเหตุสมผลเพราะ “มาตรฐานการประเมินมูลค่าแบบใหม่” กำลังเข้ามาแทนที่มาตรฐานเดิม เขาไม่เชื่อแบบนั้น และยอมรับความเสี่ยงที่จะดูอนุรักษ์นิยมเกินไป (over-conservatism) ดีกว่าเสี่ยงขาดทุนถาวรจากการไปเชื่อว่า “ต้นไม้จะโตถึงฟ้าได้จริงๆ”
ตำแหน่งใหญ่ที่ค่อยๆ โตขึ้นเรื่อยๆ
ในจดหมายปีก่อนบัฟเฟตต์เคยพูดถึงการลงทุนใหม่ตัวหนึ่งที่คิดเป็น 25% ของพอร์ต ปีนี้ตำแหน่งนั้นโตขึ้นเป็น 35% ของสินทรัพย์แล้ว — เขาอธิบายว่าบริษัทนี้ทำตัวเหมือน “กองทุนรวมย่อยๆ” ที่ถือหุ้นคุณภาพดีอยู่ 30-40 ตัว และพอร์ตของบัฟเฟตต์ซื้อมันมาในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์จริงพอสมควร เขาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด และมั่นใจว่าการลงทุนนี้จะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดโดยรวมจนกว่าจะขายออกไป (ซึ่งภายหลังเราจะรู้ว่านี่คือ Sanborn Map ที่เล่าเต็มๆ ในจดหมายปี 1960)
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ดูดัชนีอย่างเดียวไม่พอ — ปีที่ดัชนีบวก 16-20% แต่หุ้นส่วนใหญ่ในตลาดกลับติดลบ สะท้อนว่าดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยหุ้นตัวใหญ่ไม่กี่ตัว การดูแค่ภาพรวมอาจทำให้พลาดสิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับหุ้นส่วนใหญ่
- ระวังเรื่องราวที่บอกว่า “ครั้งนี้มันต่างออกไป” — บัฟเฟตต์ปฏิเสธแนวคิด “New Era” ที่บอกว่ามาตรฐานเก่าใช้ไม่ได้แล้ว ทุกครั้งที่มีคนบอกว่ากฎเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป ควรตั้งคำถามให้มากกว่าปกติ
- ยอมดูอนุรักษ์นิยมเกินไปดีกว่าเจ็บหนักทีเดียว — เขาเลือกที่จะพลาดโอกาสบ้างดีกว่าเสี่ยงขาดทุนถาวร นี่คือการจัดการความเสี่ยงแบบไม่สมมาตร (asymmetric risk management) — ความเสียหายจากการระมัดระวังเกินไป มักน้อยกว่าความเสียหายจากการประเมินความเสี่ยงผิดพลาด
แหล่งอ้างอิง
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1959 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน