ปี 1958 ตลาดหุ้นกลับตัวจากปีก่อนแบบสุดขั้ว บัฟเฟตต์เองเขียนไว้ในจดหมายว่าเพื่อนที่บริหารกองทุนคนหนึ่งบอกเขาว่าปีนี้ต้องใช้คำว่า “คึกคะนอง” (exuberant) ถึงจะบรรยายตลาดได้ถูก คนแห่กันมา “ลงทุน” ในหุ้นด้วยเหตุผลอะไรก็ได้ที่หาข้ออ้างมาสนับสนุนได้ แต่ระหว่างที่ทุกคนกำลังสนุกกับตลาดขาขึ้น บัฟเฟตต์กลับไปซื้อหุ้นธนาคารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่แทบไม่มีใครซื้อขาย
ปี 1958 ตลาดเป็นยังไง
ดัชนี Dow Jones พุ่งจาก 435 จุด ขึ้นไปที่ 583 จุด รวมปันผลแล้วให้ผลตอบแทนราว 38.5% ปีนี้ตรงข้ามกับปี 1957 อย่างสิ้นเชิง จากตลาดขาลงกลายเป็นตลาดคึกคักที่คนจำนวนมากเชื่อว่ากำไรจากหุ้นเป็นเรื่อง “แน่นอน” บัฟเฟตต์เขียนเตือนไว้ในจดหมายว่าเขาไม่พยายามพยากรณ์ทิศทางตลาด แต่ความเชื่อแบบนี้ในหมู่คนทั่วไปน่าจะนำไปสู่ปัญหาในอนาคต แม้ราคาหุ้นที่ถูกกว่ามูลค่าจริง (undervalued) จะได้รับผลกระทบตามไปด้วยถ้าตลาดเกิดสะดุด
5 partnership ที่ดำเนินการเต็มปี 1958 ทำผลตอบแทนเฉลี่ยดีกว่า 38.5% เล็กน้อย โดยกระจายอยู่ระหว่าง 36.7% ถึง 46.2% — น่าสนใจตรงที่พอร์ตของบัฟเฟตต์ส่วนใหญ่ถือหุ้นที่แทบไม่ขยับตามตลาดขาขึ้นเร็วๆ เลย แต่ก็ยังตามทันตลาดได้ไม่แย่
เรื่องเล่าจากจดหมาย: ธนาคารเล็กๆ ที่ไม่มีใครอยากคุย
บัฟเฟตต์เล่าเคสตัวอย่างที่เขาถืออยู่ 10-20% ของพอร์ต — หุ้นของ Commonwealth Trust Co. แบงก์เล็กในเมือง Union City รัฐ New Jersey เขาคำนวณแบบระมัดระวังแล้วว่ามูลค่าที่แท้จริง (intrinsic value) ของหุ้นอยู่ที่ 125 ดอลลาร์ต่อหุ้น แต่ราคาซื้อขายจริงอยู่แค่ประมาณ 50 ดอลลาร์ ทั้งที่บริษัทมีกำไรราว 10 ดอลลาร์ต่อหุ้น — เหตุผลที่ราคาต่ำขนาดนั้นเพราะแบงก์นี้ไม่จ่ายปันผลเงินสดเลย
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Commonwealth ถูกถือหุ้นอยู่ 25.5% โดยแบงก์ใหญ่กว่า (สินทรัพย์ราว 50 ล้านดอลลาร์ — ประมาณครึ่งหนึ่งของ First National ที่โอมาฮา) ที่อยากควบรวมมานานแล้วแต่ติดปัญหาเรื่องส่วนตัวของผู้บริหารบางคน บัฟเฟตต์มองว่าสักวันดีลนี้ต้องเกิดขึ้น เขาเลยทยอยซื้อจนได้หุ้นราว 12% ของแบงก์ในราคาเฉลี่ยประมาณ 51 ดอลลาร์ต่อหุ้น
หุ้นตัวนี้ซื้อขายกันเดือนละแค่ 2 ครั้งโดยเฉลี่ย (มีผู้ถือหุ้นแค่ราว 300 คน) เขาเลยเขียนติดตลกว่านี่คือตัวอย่างที่ “ตลาดหุ้นโดยรวมแทบไม่มีผลอะไรกับราคาหุ้นตัวนี้เลย” แต่พอมีคนอื่นมาแย่งซื้อ ราคาก็ขยับขึ้นไปถึง 65 ดอลลาร์ จนช่วงหนึ่งเขาไม่ซื้อไม่ขายเลย สุดท้ายปลายปีเขาเจอโอกาสใหม่ที่น่าสนใจกว่า เลยขายหุ้น Commonwealth ทั้งบล็อกไปที่ราคา 80 ดอลลาร์ต่อหุ้น (สูงกว่าราคาตลาดตอนนั้นราว 20%)
บัฟเฟตต์ยอมรับตรงๆ ว่าเอาเงินจากหุ้นตัวนี้ไปลงในโอกาสใหม่ที่ใหญ่กว่า คิดเป็นราว 25% ของพอร์ต ซึ่งเขาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด — จุดที่เขาย้ำคือการเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ช่วยให้เขามีอิทธิพลต่อระยะเวลาที่มูลค่าจะถูก “ปลดล็อก” ออกมาได้เร็วขึ้น
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ตลาดขึ้นแรง ไม่ได้แปลว่าทุกอย่างต้องรีบขึ้นตาม — บัฟเฟตต์บอกเองว่าพอร์ตที่ถือหุ้นแบบไม่ขยับตามตลาดจะ “ฉุด” ผลงานในปีตลาดขาขึ้นแรง แต่เขายอมรับสภาพนั้นได้ เพราะเขารู้ว่ากำลังแลกกับความมั่นคงตอนตลาดแย่
- หุ้นที่ไม่มีใครสนใจ อาจเป็นที่ที่ราคากับมูลค่าห่างกันที่สุด — Commonwealth แทบไม่มีสภาพคล่อง (เทรดเดือนละ 2 ครั้ง) นี่แหละที่ทำให้ราคายังไม่สะท้อนมูลค่าจริง แต่ก็ต้องแลกกับการที่ซื้อขายยาก ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับหุ้นแบบนี้
- รู้ว่าตัวเองแลกอะไรกับอะไร — บัฟเฟตต์บอกชัดว่าผลงานของเขาน่าจะดีกว่าตลาดตอนขาลง/ทรงตัว แต่จะแค่ตามให้ทันตอนตลาดขึ้นแรง การรู้ล่วงหน้าว่ากลยุทธ์ตัวเองเหมาะกับสภาพตลาดแบบไหน ช่วยไม่ให้ผิดหวังเวลาตลาดเปลี่ยนโหมด
แหล่งอ้างอิง
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1958 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน