ปี 1957 ตลาดหุ้นอเมริการ่วงทั้งปี กองทุนแทบทุกกองปิดปีด้วยตัวแดง แต่มีหนุ่มอายุ 27 คนหนึ่งที่บริหารเงินของเพื่อนๆ ญาติๆ อยู่ไม่กี่คน ปิดปีด้วยผลตอบแทนบวก — เขาชื่อ Warren Buffett และนี่คือจดหมายฉบับที่ 2 ที่เขาเขียนถึงคนที่เอาเงินมาให้เขาดูแล
ปี 1957 ตลาดเป็นยังไง
ปีนั้นดัชนี Dow Jones ร่วงจาก 499 จุด เหลือ 435 จุด ถ้านับรวมปันผลที่ได้ ก็ยังขาดทุนรวมประมาณ 8.47% แถมบัฟเฟตต์เขียนไว้เองว่า “เท่าที่รู้มา ไม่มีกองทุนไหนที่ลงทุนในหุ้นแล้วปิดปีเป็นบวกเลย” — พูดง่ายๆ คือปีนี้ไม่มีใครรอด แต่พอร์ตของ 3 partnership ที่บัฟเฟตต์ตั้งไว้ตั้งแต่ปี 1956 กลับโต +6.2%, +7.8% และ +25% (ตัวเลขจากจดหมายต้นฉบับ)
ตอนนั้นบัฟเฟตต์ยังไม่ใช่ตำนานที่ใครๆ รู้จัก เขาแค่เด็กหนุ่มจากโอมาฮาที่รับบริหารเงินให้คนใกล้ตัวไม่กี่ก้อน แต่วิธีคิดที่เขียนในจดหมายฉบับนี้ — ก็คือรากฐานเดียวกับที่ทำให้เขากลายเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกวันนี้
กลยุทธ์ที่บัฟเฟตต์ใช้ตอนนั้น: แบ่งพอร์ตเป็น 2 กอง
ในจดหมายเขาอธิบายว่าพอร์ตแบ่งเป็น 2 แบบ — Work-out กับ General Issues
Work-out คือหุ้นที่กำไรไม่ได้ขึ้นกับตลาดจะขึ้นหรือลง แต่ขึ้นกับว่า “ดีลบางอย่างจะสำเร็จไหม” เช่น บริษัทกำลังจะถูกซื้อกิจการ ควบรวม หรือเลิกกิจการแล้วแบ่งเงินคืนผู้ถือหุ้น — ถ้าดีลเสร็จ กำไรก็ล็อกไว้แล้ว ความเสี่ยงหลักคือดีลอาจล่มกลางทาง ไม่ใช่ตลาดหุ้นจะร่วง
General Issues คือหุ้นที่ถูกกว่ามูลค่าจริง (undervalued) แล้วรอให้ตลาดมองเห็นมูลค่านั้นเอง อันนี้แหละที่ผูกกับทิศทางตลาดมากกว่า
ปลายปี 1956 พอร์ตเขาอยู่ที่สัดส่วน 70-30 (General:Work-out) แต่พอตลาดร่วงหนักปี 1957 เขากลับสลับเป็น 85-15 — เหตุผลคือตลาดร่วงทำให้หาหุ้นถูกได้ง่ายขึ้น เขาเลยยิ่งเทน้ำหนักไปทาง general issues มากขึ้น พูดง่ายๆ คือตอนคนอื่นกลัวจนขายทิ้ง เขากลับมองว่ามันคือช่วง “ลดราคา”
ทำไมพอร์ตแต่ละกองโตไม่เท่ากัน
จุดที่น่าสนใจคือ 3 partnership ที่ตั้งพร้อมกันปี 1956 ผลตอบแทนต่างกันลิบลับ (6.2% vs 7.8% vs 25%) — ไม่ใช่เพราะฝีมือต่างกัน แต่เพราะจังหวะที่เงินไหลเข้ามาต่างกัน กองที่ 3 เริ่มรับเงินตอนตลาดต่ำและมีหุ้นน่าสนใจเยอะ เลยได้ซื้อของถูกเต็มไม้เต็มมือ ส่วนกองแรกๆ ลงทุนไปก่อนแล้วเลยได้ซื้อของถูกได้น้อยกว่า
บัฟเฟตต์เองยังเขียนตรงๆ ว่านี่คือ “ความสำคัญของโชคในระยะสั้น” — แม้แต่เขายังยอมรับว่าโชคจังหวะเข้าตลาดมีผลจริง ไม่ใช่ทุกอย่างเป็นฝีมือล้วนๆ
เอามาใช้กับพอร์ตเราได้ยังไง
- ปีที่ตลาดแย่ ไม่ได้แปลว่าพอร์ตต้องแย่ตาม — บัฟเฟตต์บอกเองว่าผลงานปีนี้ “ดีเพราะมันเป็นปีที่ควรจะดี” คือตลาดขาลงเหมาะกับสไตล์ของเขา แปลว่าก่อนจะซื้อหุ้นตามใคร ต้องรู้ก่อนว่าสไตล์การลงทุนของเขาเหมาะกับสภาพตลาดแบบไหน จะได้ไม่ผิดหวังตอนสภาพตลาดเปลี่ยน
- ตลาดร่วง = ป้ายลดราคา ไม่ใช่สัญญาณให้หนี — ตอนคนอื่นแห่ขายทิ้งเพราะกลัว บัฟเฟตต์กลับเทน้ำหนักซื้อของถูกมากขึ้น มุมมองแบบนี้ต้องใช้ใจแข็งพอสมควร แต่ก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง “หุ้นถูกเพราะตลาดตื่นตระหนก” กับ “หุ้นถูกเพราะธุรกิจมันแย่จริง”
- ผลตอบแทนต่างกันได้ แม้กลยุทธ์เดียวกัน — จังหวะเข้าตลาดมีผลมากกว่าที่คิด อย่าเอาผลตอบแทนปีเดียวของใครมาตัดสินว่าเขาเก่งหรือไม่เก่ง ต้องดูยาวๆ หลายปี
จดหมายฉบับนี้เขียนตอนบัฟเฟตต์อายุแค่ 27 แต่กรอบความคิดเรื่อง “ราคา vs มูลค่า” ที่วางไว้ตั้งแต่ตอนนั้น ก็ยังเป็นแกนหลักที่เขาใช้มาตลอดอีกกว่า 60 ปีถัดมา
แหล่งอ้างอิง
Disclaimer: บทความนี้จัดทำเพื่อให้ความรู้และการศึกษาเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำในการลงทุน ตัวเลขและเหตุการณ์ที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลย้อนหลังจากจดหมายต้นฉบับปี 1957 นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและตัดสินใจด้วยตนเองหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงทุน