แนวรับและแนวต้าน (Support & Resistance) คือแนวคิดพื้นฐานที่สุดในการวิเคราะห์ทางเทคนิค และเป็นสิ่งที่นักเทรดทุกระดับต้องเข้าใจก่อนใช้เครื่องมืออื่นใด เพราะมันอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดได้ตรงไปตรงมาที่สุด — ราคาไม่ได้วิ่งขึ้นหรือลงแบบไร้ขอบเขต มันมักหยุดพักหรือกลับตัวที่ระดับราคาบางจุด
แนวรับ (Support) คืออะไร?
แนวรับ คือระดับราคาที่แรงซื้อมากพอจะหยุดการร่วงลงของราคาได้ เปรียบได้กับ “พื้น” ที่ราคาเด้งกลับขึ้น เกิดขึ้นเพราะที่ราคาระดับนั้น นักลงทุนจำนวนมากมองว่า “ราคานี้ถูก คุ้มค่าที่จะซื้อ” ยิ่งราคาเด้งจากระดับนี้บ่อยครั้งเท่าไหร่ แนวรับก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
แนวต้าน (Resistance) คืออะไร?
แนวต้าน คือระดับราคาที่แรงขายมากพอจะหยุดการขึ้นของราคาได้ เปรียบได้กับ “เพดาน” ที่ราคาพุ่งขึ้นไปชนแล้วถูกกดกลับลง เกิดขึ้นเพราะนักลงทุนที่ซื้อไว้ในราคาต่ำกว่ามักรอขายทำกำไรที่ระดับนี้ หรือคนที่ขาดทุนอยู่รอที่จะขายตัดขาดทุนเมื่อราคากลับมา
วิธีหาแนวรับแนวต้านบนกราฟ
- Swing High / Swing Low — มองหาจุดสูงสุดและต่ำสุดที่ราคาเคยกลับตัว ยิ่งทดสอบซ้ำบ่อยยิ่งสำคัญ
- Round Numbers — ราคากลมๆ เช่น 100, 500, 1000 บาท มักเป็นแนวรับแนวต้านทางจิตวิทยา
- Previous High/Low — จุดสูงสุด/ต่ำสุดเก่าที่ราคาเคยทำไว้มักกลายเป็นแนวรับแนวต้านในอนาคต
- Gap — ช่องว่างราคาที่เกิดขึ้นในกราฟมักเป็นโซน S/R ที่แข็งแกร่ง
ดูตัวอย่างบนกราฟจำลอง
เลือกสถานการณ์ด้านล่างเพื่อดูว่าแนวรับแนวต้านทำงานยังไงในแต่ละกรณีครับ
กฎสำคัญที่ควรจำ
- S/R เป็นโซน ไม่ใช่เส้น — อย่ามองว่าราคาต้องแตะพอดีทุกครั้ง โซนกว้าง 1-2% ยังถือว่าใช้ได้
- ยิ่งทดสอบซ้ำยิ่งแข็งแกร่ง — แนวรับที่เด้งแล้ว 3 ครั้งแข็งแกร่งกว่าแนวที่เด้งแค่ครั้งเดียว
- Breakout ต้องมี Volume — การทะลุแนวรับแนวต้านที่มีปริมาณการซื้อขายสูงน่าเชื่อถือกว่า Breakout ที่ Volume ต่ำ
- Timeframe สำคัญ — S/R บนกราฟรายสัปดาห์แข็งแกร่งกว่ารายชั่วโมง ควรดูหลาย Timeframe ประกอบกัน
- อย่าใช้คนเดียว — S/R ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ร่วมกับ Volume, Candlestick Pattern หรือ Indicator อื่น
Disclaimer: บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ทางเทคนิคเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน การเทรดมีความเสี่ยงสูง ผู้ลงทุนควรศึกษาเพิ่มเติมและฝึกฝนในบัญชีทดลองก่อนใช้เงินจริง